M THE MOST POWERFUL LETTER

Last updated: Nov 4, 2019  |  419 จำนวนผู้เข้าชม  |  RARE ICON

M THE MOST POWERFUL LETTER

 


M6 ที่สร้างชื่อให้กับบีเอ็มดับเบิลยูในวงการมอเตอร์สปอร์ต ถ้าให้เรานึกย้อนไปหนึ่งในนั้นต้องมี M 635 CSi (E24) รถคูเป้สุดแรงที่ได้รับเลือกให้เป็นเรซซิ่งคาร์แห่งยุคหนึ่งคันของค่ายใบพัดสีฟ้า เจ้านี่คว้าชัยชนะมาได้อย่างสวยงามหลายรายการที่ลงทำการแข่งขันทั้งแบบ Track และ endurance ตั้งแต่ปี 1980 มาจนถึงปี 1992 ซึ่งทำการแข่งรวมไปมากกว่า 600 รายการ หลังจากนั้นในปี 2005 M6 (E63,E64) ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยใช้เครื่องยนต์ V8 และ V10 แต่ในคราวนี้บีเอ็มดับเบิลยูไม่ได้นำรถรุ่นนี้มาดัดแปลงเป็นเรซซิ่งคาร์เหมือนศิษย์พี่ในอดีต จนพัฒนาต่อมาถึง M6 เจเนอเรชันที่ 3 (F12/F13) ในปี 2012 หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าค่ายใบพัดสีฟ้าเลือก M6 เจเนอเรชั่นนี้มาทำเป็นเรซซิ่งคาร์ในคลาส GT3 แทนที่ BMW Z4 GT3 และก็พัฒนาเข้าสู่ไลน์ผลิตจนเปิดตัวออกมาในปี 2015 และส่งออกไปให้กับทีมโรงงานทำการแข่งขัน พร้อมผลิตจำหน่ายให้กับทีมแข่งที่สนใจ

BMW M6 GT3 ได้รับมอบหมายให้ลงแข่งขันทั้งแบบ Sprint racing และ GT Endurance เจ้านี่ถูกพัฒนาขึ้นจาก M6 road-going model ทั้ง 'M6 Coupe' และ 'M6 Gran Coupe' โดยนำมาปรับให้มีทรวดทรงองค์เอวในแบบเรซซิ่งคาร์ เมื่อเป้าหมายแรกคืองานแรงต้องมา ดังนั้นวิศวกรจาก BMW Motorsport จึงเดินหน้าจัดพาร์ทสำหรับเพิ่มสมรรถนะของอากาศพลศาสตร์เข้ามา บอดี้รถจึงดูกว้างและแบนลงตามแบบฉบับของรถแข่งและมีน้ำหนักเบาหวิวด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แท้ทั้งหมด (ซึ่งรถคันนี้ของ Vattana Motorsport ก็ใช้พาร์ทแท้ ไม่ได้แกะออกแล้วนำพาร์ทไฟเบอร์เทียบมาติดแทนแต่อย่างใด)

 

 

 

 

สำหรับการวิ่งภายใน Track นั้นเรื่องของแรงกดเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ชิ้นส่วนด้านหน้าทั้งไฟหน้าและกระจังหน้าไตคู่ยังคงเอกลักษณ์ไว้เหมือนเดิม แต่ส่วนของ Bumper หน้านั้นถูกแทนที่ด้วยชิ้นงานที่ให้ความเท่ห์และดุดันกว่า ช่องดักลมหน้ามีขนาดที่ใหญ่โตพร้อมดูดลมเข้าไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้ามองจากด้านหน้าจะเห็นความกว้างของ Bumper ที่บานออกไปจบกับซุ้มล้อขนาดยักษ์ได้อย่างลงตัว ด้านหลังใช้ Bumper ใหม่ ที่ออกแบบมาให้รับกันกับ diffuser ที่เป็น race-spec จัดเต็มแรงกดมาให้ท้ายรถด้วยปีกหลังขนาดมโหฬาร

 

 

 

 

 

 

โดยรวมพาร์ทต่างๆ รอบคันผ่านมาตรฐานการออกแบบภายใต้ข้อกำหนดของรถแข่งตระกูล GT3 แห่งสหพันธยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA โดยลุคที่ออกมานั้นว่ากันตามตรงมันเหมือนกับรถระดับตำนานในปี 1970 3.0 CSL race car ซึ่งลวดลายในตอนที่เปิดเผยตัวออกมานั้นเล่นสีซิกเนเจอร์ของพวกเขาเลย ก่อนที่จะถูก Wrap ด้วยสีสันของทีม Vattana Motorsport ส่วนตัวผมชอบหลังคาที่เป็นธงชาติไทยพลิ้วไหวสง่ามากที่สุด

ภายใต้ฝากระโปรงหน้าเป็นที่สิงสถิตขุมพลังของ M6 GT3 ซึ่งวิศวกรหัวกะทิของ BMW Motorsport ได้จัดวางตำแหน่งเครื่องยนต์และเกียร์มาได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งส่งผลให้การกระจายน้ำหนักระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังทำได้อย่างสมดุล เครื่องยนต์ที่ใช้ในรถคันนี้คือ V8 4.4 ลิตร มาพร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ส่งกำลังลงสู่ล้อได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกันกับที่ใช้ในโปรดักซ์ชันคาร์ BMW M6 Coupe แตกต่างกันในส่วนระบบจ่ายน้ำมันและการระบายความร้อนที่ได้รับการปรับแต่งมาสำหรับทำการแข่งขันซึ่งต้องใช้ความเร็วสูง ส่วนซอฟท์แวร์ในเครื่องได้รับการพัฒนาโดยตรงจาก BMW Motorsport แรงม้าสูงสุดของเรซซิ่งคาร์คันนี้อยู่ที่ 585 hp (ปรับได้ขึ้นอยู่กับ Class ที่ลงทำการแข่งขัน) ระบบจ่ายน้ำมันพัฒนามาเป็นพิเศษจากช่างยอดฝีมือเช่นเดียวกัน ช่วงล่างเป็นแบบ Double wishbone ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งมาพร้อมโช้คอัพ ?hlins ปรับได้ 4 ทิศทาง มี Anti-roll bar ที่หน้า-หลังซึ่งปรับได้จากภายนอกสะดวกรวดเร็ว พร้อมเสริมระบบ Traction control ที่เลือกเปิด-ปิดได้เข้ามาด้วย ส่วนความปลอดภัยนั้นการันตีด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ที่เบาและแกร่งซึ่งมั่นใจได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังตัวรถ นอกจากแรงแล้วยังหล่อด้วยล้อ BBS rims 13“ x 18“ ที่มาในสีดำดุดัน ระบบเบรกเป็น AP Racing ซึ่งใช้คาลิปเปอร์เบรกหน้าแบบ 6 ลูกสูบหน้า และ 4 ลูกสูบหลัง พร้อมระบบ BOSCH Motorsport ABS เสริมมาให้หยุดรถได้อย่างมั่นใจทุกย่านความเร็ว

 

 

 

 


ภายใน cockpit นั้นเป็นพื้นที่สำหรับนักแข่ง อุปกรณ์จำเป็นต่างๆ ที่ต้องใช้ในการทำการแข่งขันถูกนำเข้ามาติดตั้ง ภายในเสริมความปลอดภัยมาด้วย roll cage มากมาย พร้อมเบาะนั่งและพวงมาลัยที่มาในแบบ racing gear ครบเซ็ต ส่วน dashboard และ door panels จะมีมาให้เพื่อความสวยงาม ซึ่งลูกค้าที่ซื้อรถสามารถเลือกได้ว่าจะใส่เข้ามาหรือไม่ ได้รถที่เบากว่าเดิม และไม่เน้นความสวยงามภายในก็เลือกไม่ติดตั้งส่วนนี้เข้ามาได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของทัศนวิสัยในการมองเห็นจากตำแหน่งที่นั่งนั้นได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม การปรับแต่งฟีเจอร์ในรถแข่งคันนี้ทำได้สะดวกผ่าน Illuminated control panel ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางแดชบอร์ด สามารถเลือกปรับรายละเอียดฟีเจอร์ต่างๆ ของรถได้จากตรงนี้ ส่วนพวงมาลัยนั้นต้องบอกเลยว่าสวยงามและมาในอารมณ์ GT สุดๆ กับ multi-functional steering wheel ที่มีปุ่มกดใช้งานฟีเจอร์หลากหลาย ทั้งการเรียกใช้วิทยุสื่อสารกับทีมงานใน Pit หรือการกดเปิด/ปิด ระบบ Traction Control, การเลือกปรับ
สปีดรถ pit speed limiter, full beam/flash function และ drink เป็นต้น การปรับคันเร่งสามารถทำได้อย่างรวดเร็วผ่าน Adjustable pedal box ซึ่งจำเป็นอย่างมากกับการแข่งขันแบบ endurance ที่ต้องขับแข่งขันกับแบบสลับคู่เพื่อทำเวลาออกมาให้ดีที่สุด ดังนั้นการเสียเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้คุณแพ้ในสนามแข่งขันนั้นได้เลย ในส่วนของมาตรวัดจะเป็นแบบ Colour display สามารถปรับการแสดงผลผ่านฟีเจอร์ที่ใช้งาน

 


และนี่ก็เป็นหนึ่งในขุนพลหลักของทีม Vattana Motorsport ที่เตรียมใช้ลงแข่งขันในรายการต่างๆ ทั้งความสวยงามและสไตลิ่งลงตัวที่สุดคันหนึ่งที่มีวิ่งอยู่ในประเทศไทย ส่วนสมรรถนะนั้นการันตีได้จากผลงานของทีมโรงงาน BMW ในต่างประเทศที่นำเจ้านี่ไปร่วมลงแข่งขันมาแล้วหลายรายการไม่ว่าจะเป็น Blancpain GT Series ที่ลงทั้งแบบ endurance และ sprint cup รวมถึงการแข่งขันแบบข้ามคืนอย่างรายการ 24-hour N?rburgring-Nordschleife และรายการ Circuit de Spa-Francorchamps หลากหลายรายการเหล่านี้ต่างการันตีผลงานของ BMW M6 GT3 ได้เป็นอย่างดี ในรายการ Super GT 2016 ที่ผ่านมา ณ สนามบุรีรัมย์ ทีม Vattana Motorsport ก็ได้นำ M6 GT3 เข้าลงแข่งขันในรายการนี้ด้วยสิทธิไวด์การ์ด ซึ่งผลงานที่ได้หลังจากต่อกรกับเรซเซอร์ยอดฝีมือและทีมโรงงานจากต่างประเทศนั้น ก็ถือว่าทำผลงานได้ดี แม้จะไม่ได้ยืนโพเดี้ยมแต่ก็สู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี เราก็หวังว่าในอนาคตทีมแข่งของไทยจะได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้วงการมอเตอร์สปอร์ตของไทยก้าวไกลไปสู่ระดับโลกต่อไป