McLaren SENNA Epic Hypercar deserve its name

Last updated: Nov 4, 2019  |  564 จำนวนผู้เข้าชม  |  FOC DRIVE

McLaren SENNA Epic Hypercar deserve its name

            เมื่อไม่นานมานี้ McLaren ได้เผยโฉมรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์คันล่าสุดของค่ายที่ใช้ชื่อว่า McLaren Senna ออกสู่ตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง และผมเองเชื่อเหลือเกินว่าหลายๆคนคงอยากรู้ว่า Senna ถูกวางตัวอยู่ในระดับไหนของค่ายเพราะที่ผ่านมาเริ่มออกมาทำตลาดกันหลายรุ่น เอาแบบกระชับๆ Senna ถือเป็นรุ่นที่อยู่ในอนุกรม Ultimate Series ซึ่งเป็นอนุกรมที่วางตัวสูงสุดของทุกสายพันธุ์ เช่นเดียวกับ McLaren F1 ที่ออกทำตลาดในปี 1993 และ P1 ในปี 2013

            ด้านความแรงไม่ต้องสาธยายให้ยาว มันแรงระดับหัวแถวของวงการระดับ 800 แรงม้าที่รีดจากเครื่องยนต์ V8 Bi Turbo เพียวๆ โดยไม่อาศัยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าใดๆทั้งสิ้น!! มันมีน้ำหนักตัวที่เบาหวิว (ต่ำกว่า 1.2ตัน) และมีแอร์โร่ไดนามิกโคตรเทพ ที่สามารถสร้างดาวน์ฟอร์ซได้สูงถึง 800 กก. ที่ความเร็ว 250 กม/ชม แถมมีน้ำหนักตัวเปล่าที่เบาหวิวเพียง 1,198 กก. เท่านั้น เมื่อเทียบกับ McLaren 720S (1,238 กก.) และ McLaren P1 (1,395 กก.) แต่มันไม่สามารถเบาไปกว่า McLaren F1 ตัวตำนานที่มีน้ำหนักเพียง 1,138 กก. เท่านั้นลงได้ แต่ก็อย่างว่ามันคงเทียบกันตรงๆก็ไม่แฟร์ เพราะรถยนต์รุ่นใหม่ๆต้องแบกน้ำหนักมากกว่าอยู่แล้วเพราะต้องยัดอุปกรณ์ปกป้องความปลอดภัยตามกฎหมายบังคับไม่ว่าจะเป็น Airbags หรือโครงสร้างนิรภัยเสริมปกป้องการชนที่ด้านหน้าและด้านข้าง ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา

 


             ที่เด็ดของ Senna อยู่ที่แอร์โรไดนามิกตามที่เกรินไว้ตอนต้นที่สามารถสร้างดาวน์ฟอร์ซได้มากถึง 800 กก. เคล็ดลับอยู่ที่การออกแบบให้เกิดแรงกดอากาศที่เกิดจากใต้ท้องรถกว่า 60% ส่วนที่เหลือนั้นเป็นหน้าที่ของ front splitter และวิงหลังขนาดเขื่องนั้นเอง

             ไม่ผล่ามมากให้เสียเวลา ผมพร้อมแล้วในชุด Nomex Suit แบบเดียวกับนักแข่งระดับโปรสวมหมวกกันน๊อกแบบเต็มหน้าพร้อมกับใส่ Hans อุปกรณ์ปกป้องต้นคอตามมาตรฐาน FIA ทางสต๊าฟ McLaren ให้ผมได้วอร์มมือกับ 720S ก่อน 4 รอบสนามเพื่อเป็นการเรียกความพร้อมก่อนขับ Senna อย่างจริงจังที่สนาม Estoril ประเทศสเปน บอกตามตรงลำพังแค่ได้ขับ 720S ผมว่ามันก็ขับได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติแล้ว มันแรงและเร็วมากๆชนิดที่อยากรู้เหลือเกินว่า Senna จะขับได้เร็วกว่านี้ได้ยังไง? และผมต้องตะลึงเมื่อนักขับทดสอบมือฉมังของโรงงานบอกว่าเขาสามารถขับ Senna ทำเวลาได้เร็วกว่า 720S ถึง 6 วินาทีเต็มๆ!

             และก็ได้เวลาของ Senna สักที ผมได้รับอนุญาตให้ขับ 12 รอบสนาม! โอ้พระเจ้าเอากันให้หายอยากไปเลย พอได้ขับผ่านไป 2 รอบผมเริ่มทำความคุ้นเคยกับรถได้แล้วเลยลองอัดสุดทางตรงที่ 280 กม/ชม แล้วต้องเบรกอย่างหนักพร้อมๆกับตบเกียร์ลงมาอยู่เกียร์ 2 เพื่อเข้าโค้งต่อ บอกเลยว่าเบรกทำงานได้ยอดเยี่ยมมากตัวรถนิ่งไม่ปัดเป๋ สร้างแรงจีขณะเบรกหนักๆได้สูงถึง 2G เลยทีเดียว!

             ส่วนการบังคับควบคุมนั้นอยู่ในระดับสุดยอด พริ้วไหวไปตามโค้งได้อย่างสวยงามให้ความเป็นกลางมากๆ เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วปานกลางและความเร็วสูง บังเอิญผมไม่ได้ลองโหมด Comfort และ Sport เพราะมัวเพลินแต่สนุกในโหมด Race ตลอด 12 รอบ และในโหมดนี้มันอนุญาตให้รถสไลด์เข้าโค้งอย่างเมามันพอหอมปากหอมคอประดุจเป็นนักดริฟท์มือโปร มันควบคุมอาการให้รถท้ายกวาดได้ง่ายๆเพียงควบคุมน้ำหนักการกดคันเร่งที่เท้าขวาของคุณให้แม่นยำ “กดเพื่อกวาดยกเพื่อให้ท้ายกลับเข้าที่” มันสนุกและท้าทายมากๆ

 



               หลายคนอาจคิดไปว่า Senna มันฮาร์ดคอร์เกินไปมันถูกออกแบบมาเพื่อขับในสนามมากกว่าใช้งานบนถนน ผมตอบตรงนี้ว่า “จริง” แต่มันก็ทำตัวดีไม่ป่าเถื่อนจนเกินไปถ้าจะขับใช้งานบนถนน เพราะช่วงล่างถูกเซ็ตอัพมาผ่อนปรนให้ความสบายไม่กระด้าง ต้องขอขอบคุณเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนที่ล้ำสมัยแบบ Cross-Linked Hydraulic แทนที่สปริงค์และเหล็กกันโคลงแบบดั่งเดิม ที่ให้การยึดเกาะถนนดีเยี่ยม อาการโคลงตัวแทบไม่มีแถมขับได้สบายไม่กระด้างส่วนเจ้าของรถที่ชื่นชอบการขับในสนามแข่ง Senna มันจะเป็นรถคันเดียวที่คุณอยากขับมันด้วยความมั่นใจเพราะไม่จำเป็นต้องมานั่งเซ็ตอัพช่วงล่างก่อนลงสนาม หรือเปลี่ยนยางหรือเปลี่ยนผ้าเบรกระดับรถแข่งก่อนลงสนามเลย เพราะมันถูกปรับแต่งมาแบบครบเซ็ตพร้อมขับลงสนาม อัดมันหนักๆ ขับได้สบายใจ สนุกมั่นใจแบบไม่ต้องมานั่งเสียเวลาเซ็ตรถ

               อีกเรื่องที่ผมชื่นชอบมากๆคือระบบบังคับเลี้ยวที่ยังคงใช้พวงมาลัยพาวเวอร์แบบ Hydraulic แบบดั่งเดิมที่ให้ Feed back การสื่อสารกลับมาถึงคนขับได้ดีกว่าพวงมาลัยไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน แต่มาเก๋กว่าตรงเป็น Hydraulic ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจิ๋วให้พลังงาน ไม่ใช่แบบดั่งเดิมที่ใช้แรงขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ ผมขอยืนยันว่ามันเป็นพวงมาลัยที่ให้การบังคับควบคุมที่ยอดเยี่ยมหวนคืนความรู้สึกดีๆให้กลับมาอีกครั้ง ส่วนการตอบสนองของคันเร่งนั้น เจ๋งเป้งไม่แพ้กันเติมคันเร่งได้ละเอียดอ่อนตามเท้า มันยอดเยี่ยมในทุกโค้ง เร็วสุดทางตรงชนิดที่ห้ามกระพริบตา เบรกเอาอยู่อย่างเหลือเชื่อ ยึดเกาะถนนเหมือนเล่นเกมอย่างไงอย่างนั้น แล้ว Senna มันดีพอจะได้ขึ้นหิ้งรถยอดเยี่ยมแห่งปีหรือไม่นั้น? ผมขอสารภาพว่า Senna เหมาะสมแล้วที่จะยืนอยู่ท่ามกลางสุดยอดรถยนต์ยอดเยี่ยมตลอดกาลเคียงข้างรุ่นพี่ๆ และไม่เสียแรงที่เกิดมาใช้ชื่อ Senna


McLaren Senna Specifications
Engine: 3994cc, 32-valves, V8 twin-turbo
Transmission: 7-speed SSG (dual-clutch)
Power: 800 hp at 7250 rpm
Torque: 800 Nm at 5500-6700 rpm
0-100 km/h: 2.8 seconds
Top Speed: 335 km/h
Fuel Consumption: 12.4 litres/100km 
Price : เกือบ 1,000,000 เหรียญสหรัฐ
ผลิตเพียง 500 คันทั่วโลก
*ปล. Senna ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถสนามที่สามารถขับได้บนถนนและสามารถขึ้นทะเบียนเป็นรถถนนได้ในหลายๆประเทศ จะมีประเทศไทยหรือเปล่านั้นต้องสอบถามไปที่ตัวแทนจำหน่ายเอาเอง ส่วนที่ประเทศจีน Senna ไม่สามารถตีทะเบียนใช้เป็นรถบนถนนได้

 

 

Dr.Andre Lam นักเขียนอิสระและเป็นบรรณาธิการสาย Motoring ของหนังสือพิมพ์ Singapore Tatler เป็น Contributor ประจำให้กับ FOC Digital ผลงานการได้ถูกเชิญไปขับของ แกนั้นมีแต่รุ่นเทพๆที่ไม่มีสื่อมวลชนไทยคนไหนได้โอกาสขนาดลุงคนนี้ สามารถติดตามบททดสอบรถเจ๋งๆของแกได้ที่ www.focdigital.com หรือจะติดตามบน FOC แฟนเพจก็ไม่ว่ากัน