The NEW BMW M3/M4

Last updated: 2021-04-30  |  531 จำนวนผู้เข้าชม  | 

The NEW BMW M3/M4

TEXT : Andre Lam
Translated by : Link
PHOTOS : BMW Press





เป็นเวลากว่า  35 ปี ตั้งแต่ BMW M3 E30 ได้เผยตัวออกสู่สายตาชาวโลกด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังแบบ 4 สูบแถวเรียงไร้เครื่องอัดอากาศ (NA)  ที่ให้กำลังสูงสุด 195 hp เป็นเครื่องแบบเดียวกันที่ใช้ในรถแข่งด้วยกฎ “Homologation” ของ FIA ทำให้มันถูกผลิตออกขาย เป็นหนึ่งในรถที่นักสะสมทั่วโลกอยากได้มาครอบครอง นับแต่นั้นมาชื่อของ BMW M3 ได้ยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ไปอีกขั้น!


ความเป็นรถรุ่นพิเศษถูกมองว่ามันเจ๋ง มันคูลเกินจริงกว่าสิ่งที่มันเป็น เรามักจะเห็นได้จากเหล่าบรรดานักสะสมรถปั่นราคามันกันเป็นว่าเล่นในหลายๆ ประเทศ ซึ่งในมุมมองของผู้ผลิตอย่าง BMW รู้ดีว่ามันคือปรากฏการณ์ Halo-Effect หรือปรากฏการณ์ปั่นกระแสเกินจริงนั่นเอง มากกว่าที่จะถูกมองว่ามันเป็นเพื่อนแท้ เป็นมิตรข้างกายขับกี่ปีก็ยังรู้สึกดี



ในปี 1992  BMW ได้ให้กำเนิด M3 E36 ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร หายใจเอง รีดแรงม้าสูงสุดได้ 286 hp ต่อมาถูกขยายความจุเป็น 3.2 ลิตร ม้าเพิ่มเป็น 316 hp ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเป็นเจนแรกที่ M3 มีตัวถัง 4 ประตูออกขาย M3 E36 ถือเป็นรุ่นแรกที่นำเสนอเกียร์ SMG I ที่เรารู้จักกันดี (เกียร์แมนนวลไฟฟ้า)



ปี 2000 BMW แทนที่ E36 ด้วย M3 E46 ใช้ขุมพลังที่ทรงพลังยิ่งขึ้นบนพื้นฐานบล็อก 6 สูบแถวเรียง 3.2 ลิตร เหมือนเดิม แต่รีดม้าได้ถึง 343 hp มีเกียร์ให้เลือกทั้ง 6 สปีดแมนนวล และ 6 สปีด SMG II แต่ไม่มีรุ่น 4 ประตูขายนะจ๊ะ

            มาถึงปี 2007 ก็ถึงเวลาของ M3 E90/E92 (มี 2 ตัวถังให้เลือกทั้ง 2 ประตู และ 4 ประตู) นับเป็นจุดสูงสุดของยุคเครื่องยนต์ไร้เทอร์โบ  หันมาใช้บล็อก V8 4.0 ลิตร 420 แรงม้า ที่เสียงหวานเสนาะหูเป็นที่สุด



ปี 2014 ถือเป็นปีแห่งการกลับมาของเครื่อง 6 สูบแถวเรียง ที่แฟนๆ M car โหยหา แต่ครั้งนี้ไม่ได้กลับมาตัวเปล่า หากแต่ควงแขนเพื่อนใหม่ห้อยเทอร์โบคู่มาเสริมกำลังด้วย  กับบล็อก 6 สูบแถวเรียงพ่วงเทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร ในรหัส S55  รีดฝูงม้าได้สูงถึง 431 hp ในรุ่นมาตรฐานและบูสท์ไปเป็น 450 hp ในรุ่นพิเศษที่ตั้งชื่อไว้เท่ๆ ว่า “Competition” และเป็นที่ถกเถียงกันเป็นเรื่องใหญ่โตในเจนนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ BMW ระบุชื่อ M3 ให้เป็นตัวถัง 4 ประตู และให้กำเนิดชื่อ M4 เป็นครั้งแรกไว้ใช้สำหรับรุ่น 2 ประตูคูเป้นั่นเอง



ร่ายยาวมาหลายหน้ากระดาษก็ถึงเวลาของทายาทตัวแรง M3/M4 ในรหัส G80/G82 ถือเป็นเจนเนอเรชั่นลำดับที่ 6 ของตระกูล M3 ยังคงใช้ขุมพลัง 6 สูบแถวเรียง แต่โมดิฟายด์ไส้ในใหม่หมดในรหัสเครื่อง S58 พ่วงเทอร์โบคู่ ความจุ 3.0 ลิตร ให้แรงม้า 450 hp และ 510 hp ในรุ่นธรรมดา และรุ่น Competition ตามลำดับ เครื่องบล็อกนี้วิศวกร M division เคลมว่าไร้อาการ Turbo lag มันสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.9 วินาที เร็วกว่าเจนก่อน 0.1 วินาที ตีนปลายถูกล็อกไว้ที่ 250 กม./ชม. หรือใครสั่ง M Driver’s package จะถูกปลดล็อกไปได้ถึง 290 กม./ชม.



แต่น่าเสียดายที่ BMW โยนเกียร์คลัตช์คู่ (DCT–7 สปีด) ทิ้งไปและหันมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของ ZF แทน พูดตรงๆ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ถดถอยมากที่หันมาใช้เกียร์อัตโนมัติ แทนเกียร์คลัตช์คู่ที่เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วสายฟ้าแลปถูกใจนักซิ่ง เชื่อเลยว่า ZF ต้องทำงานหนักมากที่จะพัฒนาเกียร์ออโต้ 8 สปีดลูกนี้ให้เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วแบบเกียร์ DCT


ข้อดีของเกียร์คลัตช์คู่ DCT คือเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วกว่าก็จริง แต่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดลูกใหม่ของ ZF ลูกนี้ก็เปลี่ยนเกียร์ได้เร็วมากๆ แม้ว่าความเร็วจะไม่เท่า DCT ก็ตาม  ด้วยเวลาเปลี่ยนเกียร์ที่ถือว่าทำได้เร็วมากๆ แล้วที่ 150 ms แถมได้อัตราทดเกียร์เพิ่มอีก 1 เกียร์ ทำให้ช่วยทำอัตราเร่งได้เร็วขึ้นอีกด้วย ในขณะเดียวกันสามารถย่องช้าๆ ในหมู่บ้านได้สมูทลื่นไหลกว่าอีกด้วย  เพราะเกียร์คลัตช์คู่ DCT มันเจ๋งกว่า เปลี่ยนเกียร์ได้เร็วกว่าจริง แต่คุณต้องขับมันเร็วๆ เท่านั้น เกียร์มันจะเปลี่ยนขี้นสูงหรือตบเกียร์ลงต่ำได้โคตรเร็วและสมูท แต่ในความเร็วต่ำโดยเฉพาะเวลาขับหาที่จอดรถมันจะกระตุกทำงานไม่สมูท  ในขณะที่เกียร์ออโต้จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าในโลกใช้งาน



นอกจากข้อได้เปรียบที่กล่าวข้างต้นแล้วมันยังมีขนาดเล็กกว่าเกียร์คลัตช์คู่ DCT หรือบางที่อาจเป็นเหตุผลที่หันมาใช้เกียร์ออโต้ เพราะจะจับคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (M-xDrive) ที่จะออกมาให้เลือกภายหลังก็เป็นได้!  เพราะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะใช้การได้ดีกับประเทศที่มีหิมะตกบ่อยๆ ถนนลื่น หรือมองในแง่ดีไว้ก่อนว่ามันอาจจะขับดีเหมือนระบบขับ 4 ล้อของ M5 Competition ก็ได้นะ!


ส่วนเรื่องการออกแบบนั้น M3/M4 เจนนี้ถูกด่า ถูกแซะเยอะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ M car เลยก็ว่าได้ ด้วยดีไซน์กระจังไตคู่หน้าโคตรใหญ่เหมือนฟันหนู ที่หลายคนเกลียด แต่ก็มีหลายคนชอบ แต่ไม่มีใครอยู่ตรงกลางเลย คือไม่รักก็เกลียดไปเลย แต่ยิ่งใช้เวลาขับมันนานเท่าไรก็ยิ่งทำให้เรื่องหน้าตาของมันไม่ได้อยู่ในหัวผมเลย มันมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเลิศทุกๆ วินาทีที่ได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัย M car ในแต่ละเจนได้รับการขัดเกลาสมรรถนะในทุกๆ ด้านให้ดีขึ้นตามลำดับ  ทั้งเรื่องสมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ ด้านแฮนดริ่ง ด้านความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี และด้านการออกแบบที่ผันตัวดีขึ้นตามกาลเวลา



เพียงนาทีแรกที่ผมขับ ผมสามารถรับรู้ว่ามันขับสบายสุนทรีย์กว่าทุกๆ เจนที่ผ่านมาในอดีต ผมขับไปตามถนนในสิงคโปร์ที่เต็มไปด้วยรอยซ่อมแซมของถนน ขับผ่านหลุมที่ถูกขุดต่างๆ ได้สบายไม่กระด้าง  การเซ็ตแชสซีส์ที่ดูดซับแรงสั่นสะเทือนไว้ได้เยอะทำให้รับรู้อาการของผิวถนนน้อยลง ทำให้ขับสบายก็จริง แต่มันจะลดการสื่อสารอาการของรถถึงคนขับน้อยลงเช่นกัน  ต้องชมวิศวกร M division ที่ปรับแต่งออกมาได้สมดุลทั้งโลกใช้งาน และโลกมอเตอร์สปอร์ต
 


ทางแก้เพื่อบรรเทาให้ทั้ง 2 โลกรวมอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน วิศวกรได้พัฒนาแชสซีส์โครงสร้างตัวรถให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และติดตั้งระบบกันสะเทือนที่แมทช์กับโครงสร้างตัวถัง แมทช์กับแรงบิดมหาศาลที่ถูกกระทำจากเครื่องยนต์ ส่วนพวงมาลัยยังใช้พวงมาลัยไฟฟ้าเหมือนเจนก่อน แต่ถูกปรับแต่งให้มีความคมและแม่นยำมากขึ้น แต่ขับแล้วต้องบอกตามตรงว่ามันยังขาดฟีดแบคเหมือนเดิม ผมไม่สามารถจับทิศทางที่ล้อคู่หน้ากำลังไปได้ละเอียดพอ ซึ่งเป็นข้อด้อยที่ยังแก้ไม่ตก


หน้ารถจิกโค้งได้ดียิงโค้งได้ตามสั่ง หักเลี้ยวไปตามองศาพวงมาลัย เมื่อทำงานร่วมกับระบบ DSC ยิ่งทำให้ลดอาการหน้าดื้อโค้งได้ดี ต้องยกเครดิตให้กับยางเทพติดรถอย่าง Michelin PS4S ที่เกาะหนึบมากๆ แถมสื่ออาการผิวถนนมาให้พอจับได้บ้าง มาพร้อมไซส์ต่างขนาด 275/35 ZR19 คู่หน้า และ 285/30 ZR20 คู่หลังเป็นยางที่ช่วยเสริมแรงยึดเกาะได้ดีเยี่ยม แม้ว่าน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 170/185 กก.(M3/M4) ก็ตาม  แต่ด้วยน้ำหนักพวงมาลัยไฟฟ้าที่เบาแรงผสานกับยางที่การยึดเกาะสูงมาก ทำให้ควบคุมรถเข้าโค้งออกโค้งได้ง่ายดาย ทำให้น้ำหนักที่มากขึ้นไม่มีผลเลย



นอกเหนือจากเสียงท่อไอเสียสังเคราะห์ที่ให้เสียงเพราะปลอมๆ ในห้องโดยสารแล้ว ยังมีข้อถกเถียงอีกเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ ใช่แล้วผมกำลังพูดถึงระบบเบรกไฟฟ้า (brake-by-wire) ที่ถูกนำมาใช้ใน M3/M4 ครั้งแรก  ด้วยการใช้เบรกไฟฟ้า คุณจะสัมผัสแรงต้านเบรกที่แป้นเบรกจริงลดน้อยลง เหลือไว้เพียงแรงต้านที่ถูกจำลองขึ้นแทนเหมือนคุณกำลังขับใน Driving Sim ประมาณนั้น  เห้ยมันแย่ขนาดนั้นเลยหรอ?!  ก็ไม่ตายด้านไร้ชีวิตขนาดนั้น แต่คุณสามารถสัมผัสแรงต้านเบรกที่ฝ่าเท้าคุณได้อยู่  เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่แรงต้านที่เกิดขึ้นตามจริงแบบกลไก แถมยังสามารถปรับแต่งน้ำหนักแป้นเบรกได้ 2 ระดับเป็นครั้งแรก Comfort และ Sport ไล่จากนุ่มไปแข็งสุด ในโหมด Comfort ต้องใช้แรงเท้ากดลงได้ลึกหน่อย แป้นเบรกจะมีน้ำหนักตัวค่อนข้างนุ่มไว้ใช้ในเมืองแต่ในภาวะสถานการณ์ที่ต้องการเบรกฉุกเฉินระบบจะเพิ่มแรงเบรกให้อัตโนมัติ (ไม่ต้องตกใจหากรู้สึกว่ามันเพิ่มแรงเบรกให้)   ส่วนโหมด Sport เหมาะกับการขับขี่แบบรุนแรง มันจะเซ็ตน้ำหนักแป้นเบรกแข็งตึงและไวต่อสัมผัส


 
M3/M4 ยุคใหม่ถูกสร้างมาเพื่อการตลาดที่ชัดเจนมันเป็นการกระจายสู่กลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น ไม่ถูกจำกัดเฉพาะคอรถ M car แท้ๆ หรือพวกแฟนพันธุ์แท้อย่างเดียว มันคือ M car ที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยก็ขับมันได้ด้วยความมั่นใจ ทั้ง 2 รุ่น 4 ประตู และ 2 ประตู ให้สมรรถนะที่เหมือนกันแทบไม่ต่าง แม้ว่า M3 จะหนักกว่า M4 อยู่ 5 กก. ก็ตาม แต่ไม่มีผลใดๆ ทั้งมิติตัวถังมีขนาดใกล้เคียงกับตัว 4 ประตู แต่ M3 จะกว้างกว่า 16 มม.ในขณะที่ M4 จะเตี้ยกว่า 40 มม. ความรู้สึกเวลาขับขี่แทบไม่ต่าง ส่วนตัวผมชอบ M3 มากกว่า เพราะประตูที่มากกว่าทำให้ใช้ชีวิตได้ลงตัวกว่า ในขณะที่ M4 อาจให้แฮนดริ่งที่คมกว่าหน่อยนึง แต่โดยรวมแล้วทั้ง 2 คันให้สมรรถนะไม่ต่างกันเลย ถ้าคุณจะเลือกระหว่าง M3/M4 ดี คำตอบคือถ้าเอาเท่ต้อง M4 ถ้าเอาความคุ้มค่าใช้สอยสะดวกต้อง M3 ///