Ferrari F8 Tributo

Last updated: Nov 4, 2019  |  162 จำนวนผู้เข้าชม  |  FOC DRIVE

Ferrari F8 Tributo



เชื่อว่าคุณคงสงสัยเหมือนผม ว่าเจ้า F8 Tributo ทำไมมันมาเร็วก่อน กำหนด เพราะโดยปกติแต่ละรุ่นจะมีอายุทำตลาดประมาณ 5 ปี นับตั้งแต่รุ่น 328 GTB / GTS ที่ถือกำหนดในปี 1985 โดยมีตัวพ่อผู้อาวุโสสุดของตระกูลนี้ คือรุ่น 308 GTB / GTS ในปี 1975 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวที่อยู่ทำตลาดนานถึง 10 ปี กว่าจะเปลี่ยนรุ่น

หลังจากนั้นมา ก็ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาโดยตลอด ถึง 6 เจนเนอเรชั่น เริ่มตั้งแต่ 348, 355, 360, 430, 458, 488 และล่าสุด F8 ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ ปี 1984 จนถึง ปี 2019 โดยปกติจะยึดหลักในการใช้โครงสร้างตัวถัง (แชสซี) แบบเดียวกัน 2 เจนเนอเรชั่น ก่อนที่จะพัฒนาแชสซีขึ้นใหม่ เริ่มจากรุ่น 308 ใช้ร่วมกับ 328, 348 ใช้ร่วมกับ 355, 360 ใช้ร่วมกับ 430 และล่าสุด 458 ใช้ร่วมกับ 488 แต่แชสซีของ F8 ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ โดยมันยังคงใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ 488


คำว่า "ทริบูโต" มีความหมายว่า "คำสรรเสริญ" ในภาษาอิตาเลี่ยน มันไม่เพียงแค่เป็นการรำลึกถึงตำนานของเจนก่อนๆ แต่ยังเป็นการยกย่องสรรเสริญให้กับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จ ที่ได้กวาดรางวัลมาแล้วมากมายอีกด้วย จะว่าไป Ferrari เคยใช้เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกใน 208 GTB ปี 1980 เป็นเครื่องยนต์ V8 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ และอีกครั้งใน F40 สุดยอดซูเปอร์คาร์แห่งยุค 80s ในปี 1987 หลังจากนั้นมันก็เลือนหายไปนาน จนกระทั่งในปี 2014 เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จ ได้ถูกกลับมาใช้งานอีกครั้ง ในตัว California T และต่อมาในปี 2015 ถูกนำมาใช้ในรุ่น 488 GTB เริ่มต้นเบาะๆด้วยความแรงระดับ 680 hp และเมื่อไม่นานมานี้เอง ที่ได้เห็นเครื่องยนต์บล็อกนี้ถูกปรับแต่งพัฒนา จนมีแรงม้าสูงถึง 720 hp ในตัว 488 Pista


ขุมพลัง V8 เทอร์โบชาร์จ เจนล่าสุด

เครื่องยนต์บล็อกนี้ถูกโมดิฟายด์เพิ่มเติม จนทำให้มีแรงม้าสูงขึ้นกว่าเดิม 50 hp และน้ำหนักเบาลง 18 กก. ตามรายการดังนี้
⁃ ระบบท่อไอเสียใช้วัสดุ Inconel เบาลง 9.7 กก.
⁃ ข้อเหวี่ยงไทเทเนียม เบาลง 1.7 กก.
⁃ ฟลายวีลลดน้ำหนัก เบาลง 1.5 กก.
⁃ กระบอกสูบ เบาลง 1.3 กก.
⁃ เพลาข้อเหวี่ยง เบาลง 1.2 กก.
⁃ วาล์วไทเทเนียม และสปริงวาล์ว เบาลง 0.3 กก.
⁃ ส่วนประกอบของเครื่องยนต์อื่นๆ เบาลง 2.3 กก.
รายการโมดิฟายด์
⁃ ใช้แคมองศาสูงขึ้น 1 มม. ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย
⁃ ลูกสูบทนแรงอัดสูงขึ้น
⁃ ออกแบบท่อทางเดินไอเสียให้คลายไอเสียได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
⁃ ลดอุณหภูมิไอดีลงได้ 7 องศาเซลเซียส จากการดีไซน์แอโรไดนามิกที่ชาญฉลาด
⁃ เพิ่มอัตตราส่วนกำลังอัด จาก 9.4 เป็น 9.6 : 1
⁃ ลดการเสียดสีภายในเครื่องยนต์และเพิ่มประสิทธิภาพในการหล่อลื่น
⁃ ทำให้เครื่องยนต์คงประสิทธิภาพสูงสุดในทุกช่วงรอบความเร็ว จนถึงรอบการทำงานสูงสุดที่ 8,000 รอบ/นาที

เอาเข้าจริงๆ เครื่องยนต์บล็อกนี้มันก็คือเครื่องยนต์ที่มีสเปคไกล้เคียง กับเครื่องที่อยู่ใน 488 Pista เพียงแต่ปรับจูนให้รองรับกฎหมายเรื่องมลพิษที่เข้มงวด ผ่านมาตรฐาน Euro 6d จำเป็นต้องติดตั้งตัวกรองเขม่าไอเสีย ซึ่งเป็นผลทำให้กำลังแรงม้าลดลง ดังนั้นตามที่ระบุแรงม้าไว้ที่ 720 hp (เท่ากับ 488 Pista) จริงๆแล้วเครื่องยนต์บล็อกนี้ต้องให้แรงม้าสูงกว่านั้น และถ้าหากคุณคิดว่าเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบเสียงไม่ลั่นสะใจเหมือน V8 หายใจเองหละก็ คุณอาจต้องคิดใหม่ เพราะ Ferrari ได้คิดค้นท่อดักเสียงจากท่อไอเสีย ซึ่งสามารถดักเสียงเครื่องยนต์ที่แผดคำรามลั่น ก่อนที่จะเข้าสู่แค็ตแล้วนำเสียงนั้นต่อเข้าสู่ห้องโดยสาร นับเป็นความอัจฉริยะของวิศวกร Ferrari



การออกแบบ และแอโรไดนามิก

F8 ถูกออกแบบใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย และหันกลับมาใช้ไฟท้ายดวงกลมคู่ซ้าย-ขวาแทนที่ดวงกลมเดี่ยว ทำให้ท้ายดูกว้างขึ้นและเตี้ยลง เท่โคตรๆด้วยฝาปิดห้องเครื่องที่ใช้วัสดุใสเหมือนกระจก Lightweiht Lexan rear windscreen ที่ถูกเจาะช่องระบายความร้อนดีไซน์โหดดุดัน โชว์ห้องเครื่องที่ชวนให้นึกถึง F40 ตัวในตํานาน คือเหตุผลที่ใช้เพื่อลดนํ้าหนักเมื่อเทียบกับกระจก แต่มีข้อเสียนะขอเตือน! การเจาะช่องระบายอากาศบนแผ่นพลาสติกใสแบบนี้ จะทําให้เกิดภาพบิดเบือนมองเห็นไม่ชัดเจน แต่อย่างไรเสียมันไม่แย่เหมือนใน F40 ละกัน!



ช่องดักอากาศ S-Duct บริเวณจมูกด้านหน้ารถ ถูกออกแบบให้ F8 มีแรงกดที่ด้านหน้าสูง ให้ผลดีเวลาเข้าโค้งบนความเร็วสูง ด้วยการดักลมเพื่อสร้างแรงกดที่ล้อคู่หน้า และปล่อยไหลขึ้นไปตามกระจกบังลมหน้า มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการปรับปรุงการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่หมด จากประสบการณ์ที่ได้จากการพัฒนาให้กับ 488 Pista นี่ยังไม่พูดถึงดิฟฟิวเซอร์หลังที่ปรับองศาได้ สามารถสั่งให้เปิด-ปิดได้ตามความเร็วที่ใช้ และช่องดักลมตามจุดต่างๆมากมาย แต่ที่คูลและเจ๋งสุดๆต้องยกให้ระบบสร้างกระแสลมหมุนวนใต้ท้องรถ (Vortex Generator) ที่มีอยู่ถึง 6 จุด (3 จุดต่อข้าง) หลักการทำงานของมัน จะช่วยผลักให้กระแสลมไหลออกจากใต้ท้องรถ โดยสร้างแรงดูดที่รุนแรง ส่งผลให้รถเกาะถนนดียิ่งขึ้น อย่างที่เคยเห็นเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้กับรถแข่ง แต่นับเป็นครั้งแรก ที่ถูกพัฒนาและนำมาใช้กับรถถนน



สมรรถนะ

สมรรถนะโดยรวมของ F8 เหนือกว่า 488 GTB ในทุกๆด้าน นอกจากแรงกว่าแล้วยังเบากว่า 40 กก.อีกด้วย เทียบจากอัตตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 2.9 วินาที เร็วกว่า 488 GTB 0.1 วินาที ใช้เวลา 7.8 วินาที เพื่อเร่งต่อถึง 200 กม./ชม. ทิ้งระยะห่าง 488 GTB ไปอีก 0.5 วินาที ตีนปลายไปสุดที่ 340 กม./ชม. เร็วกว่าเดิม 10 กม./ชม. อีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญต้องยกเครดิตให้กับ การออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ด้วย ที่ให้ตัวเลขยอดเยี่ยมกว่าเดิม 10%

แต่ถึงอย่างไร F8 ยังทำเวลาต่อรอบ สู้ 488 Pista ที่สนาม Fiorano ไม่ได้ ยังช้ากว่า 1 วินาทีเต็มๆ! แต่ไม่ได้หมายความว่า F8 จะขับสนุกน้อยกว่าแต่อย่างใด เพราะการยึดเกาะถนนที่น้อยกว่าของ F8 ทำให้มันสามารถขับได้ถึงลิมิตง่ายกว่า ใช้ความสามารถน้อยกว่าก็สามารถขับได้เร็ว ต้องขอบคุณโครงสร้างตัวถังแชสซีที่ถูกเซ็ตมาอย่างยอดเยี่ยม และระบบควบคุมการทรงตัวอิเล็กทรอนิกส์ SSC 6.1 (Side-Slip Contro) ทำให้ผมสไลด์ F8 เข้าโค้งที่สนาม Varano ไปอย่างพริ้วไหว (สนาม Varano เป็นสนามของเอกชนที่อยู่ห่างจากโรงงาน Ferrari ไม่ไกลนัก)


ประสบการณ์บนสนาม

สัมผัสแรกที่โดดเด่น คือความแม่นยำของพวงมาลัยและช่วงล่าง แม้จะไม่คมกริบและเกาะถนนเท่า 488 Pista เพราะให้การยึดเกาะถนนน้อยกว่าเล็กน้อย เนื่องมาจาก F8 ถูกออกแบบเพื่อเป็นรถที่ขับได้ดีบนท้องถนนมากกว่า ดูได้จากยางที่เลือกใช้ Pirelli P-zero แทนที่ Michelin Cup2 semi-slicks ที่อยู่ใน 488 Pista เมื่อขับไปตามถนนชนบท มุ่งหน้าสู่สนาม Varano ทำให้ค้นพบว่า F8 ให้ความรู้สึกหลังพวงมาลัยที่ดี ให้ฟีดแบคที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าจะใช้พวงมาลัยไฟฟ้าก็ตาม ส่วนยาง P-zero แม้จะให้การยึดเกาะที่น้อยกว่า Cup2 แต่มันขับใช้ชีวิตบนโลกความเป็นจริงได้ดีกว่า ที่เต็มไปด้วยถนนไม่ราบเรียบ

แม้ว่า F8 จะเร็วแรงท้านรกแค่ไหน แต่ก็ไม่เกินกว่าที่พี่เลี้ยงอิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาแก้ไข ให้ผ่านพ้นสถานการณ์อันเลวร้ายได้ทัน การทำงานอันชาญฉลาดของระบบ SSC 6.1 จะคอยควบคุมแรงขับเคลื่อนไปสู่ล้อคู่หลัง และคอยเบรคล้อแต่ละข้าง เพื่อให้รถออกนอกลู่นอกทางน้อยที่สุด ทำให้เราต้องแก้อาการรถได้ง่ายขึ้น เช่น หักองศาแก้พวงมาลัยน้อยลง หรือแก้เบรคและคันเร่งให้น้อยลงเมื่อหายนะมาเยือน


ไม่ต้องสงสัยเลยว่า F8 คือ Ferrari ในตระกูลเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จ ที่แรงและไฮเทคที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยแรงม้ามหาศาลถึง 720 hp แรงบิดสูงสุดถึง 770 Nm ขับได้ง่ายไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว และไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ขั้นเทพ ในการบังคับควบคุมรถ... อาจพูดได้ว่ามันคือ 488 Pista ที่สวมชุดใหม่หล่อเร้าใจกว่าเดิม และขับได้ทุกวัน

Specification
Engine : V8 Twin-Turbo 3.9l
Power : 720 hp @ 8,000 rpm
Torque : 770 Nm @ 3,250 rpm
Transmission : 7-speed F1 DCT
0-100km/h in 2.9 sec.
Top speed 340 km/h