LAMBORGHINI HURACAN EVO

Last updated: Nov 4, 2019  |  918 จำนวนผู้เข้าชม  |  Rear view mirror FOC DRIVE

LAMBORGHINI HURACAN EVO

ไม่อยากจะเชื่อว่า Huracan จะมีอายุมาแล้วเกือบ 5 ปี ตั้งแต่ครั้งแรกที่มันออกสู่ตลาด และขยายสายพันธุ์เพิ่มจากตัวแสตนดาร์ดไปเป็น Performante เพียงหนึ่งรุ่นเท่านั้น ที่มีให้เลือกทั้งตัวหลังคาแข็งและเวอร์ชั่นเปิดประทุน ถือเป็นการจบโฉมเจน 1 แล้วก็มาถึงกลางอายุไขที่ได้รับการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ นับจากนี้จะเป็นยุคของ Huracan EVO ที่จะสืบสานความยิ่งใหญ่ไปอีก 4-5 ปีข้างหน้า ก่อนจะจบวาระและถูกแทนที่ด้วยโมเดลใหม่

จุดสังเกตุที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือสปอยเลอร์หลังที่ถูกออกแบบใหม่หมด ที่มีองศาตั้งชันกว่าตัวเดิม ทำหน้าที่สร้างแรงกดอากาศมหาศาลมากกว่าเดิมถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับตัวแสตนดาร์ดเจนแรก แต่ก็ยังน้อยกว่าในตัว Performante นอกจากนี้ยังมี Diffuser หลังที่ชายล่างกันชน ที่ถูกออกแบบมาโคตรเด่นเตะตา ไม่เพียงแค่เพิ่มความเท่ทางสายตาเท่านั้น ยังส่งผลดีด้านอากาศพลศาสตร์ และเปลี่ยนปลายท่อไอเสียแบบคู่ออกซ้าย-ขวา มาเหลือเพียงท่อเดี่ยว 2 ท่อขนาดใหญ่เท่านั้น

สร้างความโดดเด่นด้วยกันชนหน้าที่ถูกออกแบบใหม่ สวยสะกดทุกสายตาด้วยช่องดักอากาศสุดเฟี้ยว ที่ช่วยให้ลู่ลมและสร้างแรงกดได้ดีกว่าเดิม มันสามารถให้ผลดีด้านอากาศพลศาสตร์ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบควบคุมอากาศพลศาสตร์แบบแปรผัน Active Aerodynamic Systym (ALA) เหมือนที่ถูกติดตั้งในรุ่น Performante

ภายในห้องโดยสารไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก มีเพียงจอทัชสกรีนขนาด 8.4" ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมระบบต่างๆภายในรถด้วยปลายนิ้วสัมผัส อารมณ์เดียวกับจอแท็บเล็ตที่ถูกติดตั้งในแนวตั้ง สามารถซิงค์กับ Apple CarPlay ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมใช้เสียงสั่งการและพูดคุยกับ siri ได้อีกด้วย

Huracan EVO ได้ถูกติดตั้งเซนเซอร์ที่คอยสอดส่อง ดูแลพฤติกรรมการขับขี่ไว้อย่างซับซ้อนมากมายหลายจุด ดังนั้นข้อมูลต่างๆจะถูกประมวลผลอย่างรวดเร็ว เพื่อแสดงผลให้คนขับสามารถเห็นข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ โดยจะถูกฉายขึ้นบนจอด้วยกราฟิกอันสวยงาม อาทิ จำนวนรอบที่คุณขับบนสนามแข่ง หรือเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดที่คุณทำได้

Huracan EVO ไม่เพียงแต่มีระบบ Aerodynamic ที่ยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแพคเกจอันชาญฉลาด ที่สามารถทำให้เจ้าของรถขับและควบคุมรถที่มีพละกำลังสูงถึง 640 แรงม้า ได้อย่างง่ายดาย แม้เครื่องยนต์มันจะมีพละกำลังสูง แต่วิศวะกรได้ปรับจูนคันเร่งให้ซอฟท์ลง ลดความดุดันเลยทำให้ EVO ควบคุมคันเร่งได้ง่าย

Huracan EVO ยังคงใช้ขุมพลังจากเครื่องยนต์ V10 na ที่ให้เสียงโคตรเร้าอารมณ์เหมือนเดิม แต่ถูกปรับแต่งระบบไอเสียให้ดีกว่าเดิม โดยหันมาใช้ท่อไอเสียที่ผลิตจากไทเทเนียม เหมือนในตัว Performante ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงได้อีก 10 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับท่อเดิม นอกจากนี้เครื่อง V10 บล็อกใหม่ยังได้ม้าเพิ่มขึ้น 30 hp จากการใช้วาล์วไทเทเนียม ซึ่งทำให้สามารถเปิดปิดวาล์วได้เร็วกว่าแบบเดิมมากนั่นเอง

EVO ไม่ได้เร็วกว่า Performante เมื่อเทียบเวลาต่อรอบที่มันทำได้ในสนาม ถึงอย่างไรแล้ว Performante ก็เหนือกว่าพอสมควร ในเรื่องการเข้าโค้งออกโค้งที่จะทำเวลาได้ดีกว่า เพราะมันเป็นรถสนามจึงถูกปรับแต่งช่วงล่างและซอฟต์แวร์ต่างๆให้ฮาร์ดคอร์กว่านั่นเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องของอัตราเร่ง EVO สามารถทำได้เทียบเท่า Performante เลยทีเดียว อัตราเร่ง 0-100 กม/ชม เพียง 2.9 วินาที ท็อปสปีดเกิน 325 กม/ชม

ระบบการช่วยการทรงตัวอิเล็กทรอนิกส์รุ่นล่าสุด ที่ถูกโปรแกรมไว้ในตัว EVO ถือเป็นก้าวกระโดดอันล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะแทนที่จะรอให้รถเกิดอาการเสียการทรงตัวก่อนแล้วค่อยเข้าแก้ไข แต่ระบบจะคาดคะเนล่วงหน้าแล้วเตรียมตัวทุกอย่างไว้ เปรียบได้กับนักแข่งที่มีทักษะสูง ที่มักจะวางแผนไว้ล่วงหน้าสำหรับในโค้งต่อไป ด้วยการคำนวณอย่างรวดเร็วจากล่องสมองกล ภายใน 20 ms มันเร็วพอที่จะเข้าแก้ไขอาการต่างๆให้ปลอดภัย โดยไม่ขัดจังหวะหรือเสียอารมณ์ในการขับขี่เลย

นอกจากนี้ EVO ยังได้ติดตั้งระบบเลี้ยวล้อหลัง ซึ่งเราได้เคยเห็นครั้งแรกใน Aventador S แน่นอนมันทำให้ EVO ขับได้คล่องตัวกว่าเดิมมาก เลี้ยวได้คมขึ้น แถมยังขับบนความเร็วสูงได้มั่นคงกว่าเดิม มาดูด้านระบบกันสะเทือน EVO ยังคงใช้สปริงเดิมแต่ปรับแต่งช็อคอัพใหม่หมด และยังได้หยิบยืมเหล็กกันโครงจากรุ่น Performante มาใช้อีกด้วย

"ความรู้สึกหลังพวงมาลัย"

แม้ว่าเราจะไม่ได้รับโอกาสให้ขับมันไปบนท้องถนน แต่เราได้รับอนุญาตให้ลงขับในสนามแข่งฟอร์มูล่าวัน Bahrain International Ircuit ซึ่งถือเป็นสนามที่ดีที่สุดสนามนึงของโลก โดยให้ขับตาม Instructor ทั้งหมด 12 รอบ

ซึ่งผมชอบนะ เพราะการขับตามครูฝึกโดยมีเราขับตามเพียงคันเดียว จะทำให้เราสามารถขับตามลายครูฝึกได้ดีกว่า ยิ่งครูฝึกขับสุดลิมิต ก็จะทำให้เราสุดลิมิตตามไปด้วย ครูฝึกพยายามที่จะแสดงศักยภาพของระบบตัวช่วยการทรงตัว รุ่นล่าสุดที่เรียกว่า LDVI (Lamborghini Dimamica Veicolo Integrata) ว่ามันทำงานอย่างไร

แต่ระบบตัวช่วยการทรงตัวนี้ มันทำงานได้เนียนเหลือเกิน ยากที่จะรับรู้ได้ว่ามันเข้ามาแก้ไขช่วยเหลือเราตอนไหน มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราเอาอยู่ ว่าเราแก้ได้เองนะ มาดูเรื่องโหมดการขับขี่กันบ้าง Huracan EVO มีให้เลือก 3 โหมด
⁃ Strada
⁃ Sport
⁃ Corsa
เริ่มจาก Strada เป็นโหมดที่ขับสบายที่สุด ช่วงล่างนุ่ม ขับสบาย เกียร์เปลี่ยนได้สมูทมาก เหมาะกับใช้ขับบนถนนได้ทุกวัน แต่ไม่เหมาะที่จะเล่นหนักๆในสนามแข่ง หากจะเล่นบนสนามแข่งให้มันส์ละก็ ต้อง 2 โหมดนี้เท่านั้น คือ Sport และ Corsa ถ้าเอาขับสนุกเป็นใหญ่แต่ไม่สนเวลาต่อรอบ ผมแนะนำโหมด Sport แต่ถ้าคุณซีเรียสกับทุกๆวินาทีที่เสียไป ต้องการทำเวลาให้เร็วที่สุดในสนามแข่ง โหมด Corsa คือคำตอบ ซึ่งมันจะสั่งการให้ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ควบคุมรถให้อยู่กับร่องกับรอย เพื่อเป้าหมายคือทำเวลาให้เร็วที่สุด หรือเสียเวลาน้อยที่สุด

สำหรับผมแล้วผมชอบโหมด Sport มากที่สุด เพราะมันอนุญาตให้ดริฟท์เจ้า EVO ได้ แต่ปลอดภัย ด้วยความฉลาดของเจ้าระบบตัวช่วยการทรงตัวรุ่นล่าสุด LDVI ที่ยอมปล่อยให้เกเรได้ แต่ยังคอยสอดส่องตลอดเวลา และคอยช่วยเหลือเรา โดยที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าความสนุกถูกขัดจังหวะ

นับเป็นไอเดียที่ดี ที่ Lamborghini ตั้งใจทำให้ Huracan EVO เป็นรถที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย แล ะสามารถขับได้สุดลิมิตอย่างปลอดภัย ที่สำคัญมันขับได้สนุกกว่า Performante ซะอีก มันทำให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของการอัพเกรด ที่ไม่เพียงแค่เป็นการแต่งหน้าทาปากจากรุ่นเดิมเท่านั้น จากการพัฒนาในครั้งนี้ ทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่า Performante (EVO) ตัวหน้าจะออกมาเป็นเช่นไร

Dr.Andre Lam คอนทริบิวเตอร์กิตติมศักดิ์ ของ FOC Digital