เทสไดร์ฟกระทิงเปลี่ยว Lamborghini Huracan STO

Last updated: 17 ธ.ค. 2564  |  1101 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เทสไดร์ฟกระทิงเปลี่ยว Lamborghini Huracan STO

                Super Trofeo Omologato ย่อสั้นๆว่า “STO” คือชื่อที่ Lamborghini ตั้งให้ Huracan รุ่นล่าสุดที่ถูกกำหนดให้เป็นรุ่นพิเศษผลิตจำนวนจำกัดถอดแบบความสุดทุกเม็ดตามสเป็ค Huracan GT3 EVO รถแข่งสร้างชื่อของค่ายที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามด้วยการคว้าชัยชนะจากการแข่งขันในคลาส FIA GT3 เพื่อให้เป็นไปตามกฎ Homologate STO ต้องยึดเลย์เอาท์ขับเคลื่อนล้อหลังตามกฎ FIA GT3 ดังนั้นมันต้องใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้น!

 
                คงไม่มีคำพูดใดๆที่สามารถอธิบายงานดีไซน์ของ STO ได้ดีเท่าคำว่า “สุดโต่งสุดต้าช” ทุกเส้นสายทุกเหลี่ยมมุมของมันถูกออกแบบให้เว่อวังชนิดที่เด่นเตะตาใครไม่เหลียวมองซ้ำท้าให้กระทืบเลย! เรียกว่ามันเป็น Lamborghini ที่เบ่งกล้ามบ้าพลังดีไซน์โหดสุดพลัง เหี้ยมในทุกเหลี่ยมแบบว่า “ข้านี่ละคือ STO”
 

                งานออกแบบสอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ Mitja Borkert (หัวหน้าฝ่ายออกแบบ) ที่กล่าวไว้ว่า “งานออกแบบของ STO สะท้อนให้เห็นเทคโนโลยีรถแข่ง Huracan GT3 EVO ที่เปี่ยมไปด้วยความงดงามในทุกๆดีเทล” ไม่ว่าจะเป็นครีบบังลมคู่ วิงหลังขนาดมหึมา รวมไปถึง Front Splitter ที่นอกจากจะดูสวยงามดุดันทางสาตาแล้วมันยังช่วยสร้าง Downforce ได้มากกว่า 53% เมื่อเทียบกับรุ่น Performante อีกอย่างวิงหลังยังสามารถปรับแต่งอาศาความชันได้ด้วย ทำให้สามารถปรับแต่งเพื่อสร้าง Downforce ทางด้านหน้าและหลังให้เหมาะสมกับแต่ละสนามแข่งได้
 

                งานออกแบบส่วนของฝาประโปรงหน้ารถ (Front Confango) ทำขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ชิ้นเดียวทั้งหัวรวมเอาฝาประโปรงหน้ารวมกับโป่งหน้าเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว แฟนๆ Lambo รุ่นเก๋าคงเคยเห็นดีไซน์แบบนี้กันมานานแล้วในตัวตำนาน Miura และ Sesto Elemento นอกจากสวยแล้วมันช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรีดน้ำหนักให้ได้ตามเป้าหมายที่ 1,339 กก. หรือลดลง 43 กก. ฝาปิดห้องเครื่องที่ส่วนกลางรถก็ถูกลดน้ำหนักด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์มาผลิตที่เวลาจะเปิดต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการเปิดและต้องใช้แรงงาน 2 คนนะ เห็นหน้าตาดูเป็นรถแข่งแบบนี้ยังใส่ใจออกแบบช่องเก็บหมวกกันน็อคไว้ให้ซ่อนอยู่ภายในฝากระโปรงหน้า

 
                Maurizio Reggiani (หัวหน้าฝ่ายเทคนิค) กล่าวว่า “เราได้นำเทคโนโลยีและความรู้ความเชี่ยวชาญจากรุ่น Super Trofeo และ GT3 มาปรับใช้ทุกเม็ดในตัว STO” สิ่งที่เราไม่เพียงแค่นำเทคโนโลยีและประสบการณ์สร้างรถแข่ง GT3 มาใช้เท่านั้นต้องบอกว่าเราพยายามสร้าง STO ให้เหมือนรถแข่งที่สมบูรณ์แบบถอดแบบทุกกระเบียดนิ้วแต่สามารถขับใช้บนถนนได้ถูกต้องตามกฎหมายก็จริงแต่เอาจริงๆมันมีหลายจุดที่เรียกได้ว่าสุดโต่งเกินกว่าจะใช้ขับบนถนนหลวง! ไม่ว่าจะเป็นวิงหลังขนาดโคตรใหญ่ แผง Diffuser ท้ายที่มีขนาดเกินรถถนนไปไกล สปอยเลอร์หน้าที่ยืดยาวเตี้ยติดพื้น ปล่องดักอากาศบนหลังคาขนาดเขื่อง และครีบฉลามขนาดมหึมา มันดูยังไงก็เหมือนยกรถแข่ง GT3 มาขับบนถนนดื้อๆประมานว่าเราได้มาไกลมากชนิดเหยียบเส้นตายระหว่างรถบ้านไปรถแข่งเลยทีเดียว!! แต่สิ่งต่างๆที่ดูพะรุพะรังพวกนั้นมันสามารถสร้าง Downforce รวมได้สูงถึง 480 กก. ที่ความเร็ว 280 กม/ชม แถมยังสามารถระบายความร้อนจานเบรกได้ยอดเยี่ยม และยังสามารถสร้างแรงดูดอากาศรุนแรงมหาศาลได้เพื่อดักอากาศสดๆป้อนเข้าท่อร่วมไอดีผ่านปล่องดักอากาศบนหลังคานั้นแหละ แต่ก็มีผลข้างเคียงบางอย่างที่ให้ผลกระทบบ้างเมื่อใช้วิงหลังขนาดใหญ่เกินมันจะต้านลมทำให้ท็อปสปีดเร็วสู้รุ่น Performante ไม่ได้ และจะวิ่งในสนามที่มีทางตรงยาวๆอย่าง Nurburgring Nordschleife ได้ไม่ดีนักแต่จะเข้าทางกับสนามขนาดเล็กกว่ามีทางตรงไม่ยาวมาก



                นอกจากฝากระโปรงหน้า (ส่วนหัวทั้งตัว) จะใช้วัสดุลดน้ำหนักและหล่อขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวเพื่อเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักแล้ว ยังมีลิสต์อีกหลายรายการที่ต้องจับเข้ายิมลดน้ำหนักตามนี้ ล้อแม็กนีเซียม / กระจกบังลมหน้าแบบบางลดน้ำหนัก / ภายในห้องโดยสารหุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ / แผงประตูข้างหล่อขึ้นรูปด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เป็นแผงประตูบางๆชิ้นเดียวถอดที่เปิดประตูสวยๆทิ้งแต่ใช้ “เชือกกระตุก” (Door Strap) ที่ผลิตจากผ้าไนลอนสีแดงแทนที่ อ่อเกือบลืมไปเบาะนั่งลดน้ำหนักผลิตและขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ด้วย
 

                แม้ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุครถไฟฟ้าพลังแรงให้อัตราเร่งรวดเร็วดุจสายฟ้า แต่ขุมพลัง V10 5.2 ลิตร หายใจเองที่ยังคงใช้เป็นหัวใจหลักของ STO ที่ควรแก่การยกย่องขึ้นหิ้ง สามารถรีดฝูงม้าแข่งสูงถึง 640 ps ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิด 656 Nm ที่ 6,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์คลัทช์คู่ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์ NA บล็อกนี้คือนิพพานของยุคเครื่องยนต์สันดาป มันให้กำลังที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องราบเรียบไม่กระชากกระชันเหมือนนิสัยเครื่องยนต์พ่วงเทอร์โบ ทำให้การทำงานของคันเร่งจะได้การตอบสนองกลับจากเครื่องยนต์อย่างกลมกลืน ทุกมิลลิเมตรที่คุณเติมน้ำหนักเท้าขวาลงบนแป้นคันเร่งจะได้การตอบสนองกลับจากเครื่องยนต์ด้วยเสียงเครื่องแผดคำรามพละกำลังที่มาตามเท้า หล่อหลอมคนขับกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่แปลกอยู่นิดนึงที่ไม่สามารถเลือกโหมดเกียร์ออโต้ขับได้ในทุกโหมด จะเลือกได้ใน STO Mode เท่านั้น อีก 2 โหมดที่เหลือ Trofeo (Race) และ Pioggia (Wet) จะไม่สามารถเลือกขับเกียร์ออโต้ได้ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง!?

 

 

                ในโหมด STO มันคือโหมดการขับขี่ให้ความอิสระเสรีมากที่สุด ระบบจะยอมให้รถเกิดอาการ Oversteer ขวางออกในองศาที่กำลังดีไม่มากไปจนอันตรายแต่สนุกมากพอท้าทายมากพอให้คุณได้แก้อาการ ส่วนโหมด Trofeo จะต้องใช้เกียร์ Manual เปลี่ยนเกียร์เองที่ Paddle shift หลังพวงมาลัยเท่านั้น ระบบควบคุมการทรงตัวจะคอยควบคุมให้รถไม่สไลด์เกินเหตุทำทุกวิธีทางเพื่อไปให้เร็วที่สุดเพื่อเวลาที่ดีที่สุดมากกว่าสปอยให้คุณสนุกกับการควบคุมรถส่วนโหมดสุดท้าย Pioggia (Wet) เหมาะสำหรับสถานการณ์ฝนตกถนนเปียกลื่นหรือปกคลุมด้วยหิมะ มันแปลกตรงไม่สามารถขับเกียร์ออโต้ในโหมดนี้ได้ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง!? แต่ระบบควบคุมการทรงตัวทำงานเต็มที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด



                สุดอีกเรื่องคือระบบเบรก STO ใช้เบรกที่โคตรไฮเทคเท่าที่โลกพึงจะมีเป็นครั้งแรกที่ใช้จานเบรก CCM-R (Carbon Ceramic Material-Racing) เป็นจานเบรกผลิตจากคาร์บอนเซรามิกที่ถูกพัฒนาให้เหนือขึ้นไปอีกขั้นสามารถทนความร้อนจากการเบรกที่รุนแรงยาวนานกว่าเดิมถึง 60% งานนี้คุณจะขับมันในสนามได้ยาวนานขึ้นมั่นใจกว่าเดิม! ขนาดจานหน้า 390 มม. พร้อมคาริปเปอร์เบรก 6 พอต จานหลัง 360 มม. คาริปเปอร์ 4 พอต รัดด้วยยาง Bridgestone Potenza Sport ทำให้เบรกจาก 100-0 กม/ชม ด้วยระยะทางเพียง 30 เมตรเท่านั้น! การตอบสนองของเบรกเซ็ตนี้เหมือนกับเบรกรถแข่งเป๊ะ แป้นเบรกแข็งตึงเฟิร์มมากๆต้องใช้แรงเท้าหนักเพื่อเบรก ทันทีที่กระทืบเบรกหนักๆเบรกจะกัดหนักหน่วงรับรู้ได้ถึงพละกำลังเบรกมหาศาลเอาอยู่ทุกย่านความเร็วให้ความมั่นใจสูงมากๆ

 
                อีกเรื่องที่อยากเสริมมีหลายคนประเมินสมรรถนะยาง Bridgestone Potenza Sport ไว้ต่ำไปบ้างก็ว่าทำไม STO ไม่ใส่ยาง Michelins หรือ Pirelli แทนละ!? แต่ผลงานของ Bridgestone พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่ามันถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันจับม้า 640 ตัวลงพื้นได้ไม่มีตกหล่น ผลงานออกตัว 0-100 กม/ชม ภายใน 3.0 วินาที! มันตอบได้ชัดเจนแล้วว่าทำไมวิศวกร Lamborghini ถึงเลือกใช้


DRIVER : Andre Lam


                การตอบสนองของแชสซีส์เปี่ยมไปด้วยความกระชับเป็นชิ้นเดียวหักเลี้ยวแล้วให้ความรู้สึกที่เป็นชิ้นเดียวกันไม่ย้วยมันพูดคุยกับคนขับสื่อสารพฤติกรรมที่มันตอบสนองต่อการขับขี่ของเจ้าของรถได้ละเอียดทำให้ขับ STO ได้สนุกมั่นใจและดึงดูดให้คนขับขับมันหนักขึ้น เร็วขึ้น พวงมาลัยของ STO ให้ฟีดแบกดีกว่า Huracan EVO คมแม่นยำไม่ไวเกินไป น้ำหนักตัวกำลังดี เป็นหนึ่งในพวงมาลัยไฟฟ้าที่ดีที่สุดแห่งยุค



                คุณคงอยากรู้ว่า STO มันทำท็อปสปีดได้เท่าไหร่? นั่นมันไม่สำคัญหรอกเพราะ STO ถูกสร้างมาพิเศษกว่านั้นเพราะคุณไม่จำเป็นต้องขับมันให้เร็วเวอร์เพื่อสัมผัสประสบการณ์อันเร้าใจน่าทึ่งจากมัน ผิดถนัดเลยเพียงแค่ขับมันในทุกย่านความเร็วหรือแม้แต่ช่วงความเร็วต่ำก็สามารถรู้สึกและสัมผัสได้ว่ารถมันพิเศษแค่ไหน ทุกที่ที่คุณขับมันไปไม่ว่าจะย่านในเมือง ถนนต่างจังหวัดที่งดงาม หรือพามันไปปลดปล่อยในสนามแข่งมันให้อารมณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเปี่ยมไปด้วยการสื่อสารคุณสามารถรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวรับรู้พฤติกรรมของมันได้ละเอียดด้วยการสื่อสารผ่านพวงมาลัยและสะโพกของคุณ STO ไม่เป็นเพียงแค่ TRACK READY CAR ที่อวดอ้างแค่เรื่องสถิติตัวเลขที่มันทำได้ แต่เป็นรถที่ทุกครั้งที่คุณขับมันคือความเร้าใจชนิดที่ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มอีก 5 ล้านบาทจากราคา Huracan EVO รุ่นปกติได้แบบไม่ลังเล สมแล้วที่เป็นรถที่ดีที่สุดจากโรงงาน Lamborghini

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้