The Ferrari Roma ลมพัดหวนคืนสู่ความคลาสสิก

Last updated: 2021-04-29  |  312 จำนวนผู้เข้าชม  | 

The Ferrari Roma ลมพัดหวนคืนสู่ความคลาสสิก

TEXT : Andre Lam
Translated  by : Link
Photos: Ferrari Press




Andre Lam  contributor ประจำของ FOC

ปลายทศวรรษ์ที่ผ่านมา Ferrari ได้ต่อสู้แก่งแย่งชิ้นเค้กอันหอมหวานของตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์คลาสจีทีที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  ในปี 2008 พวกเขาได้ให้กำเนิดม้าสำอางเปิดหลังคา ใช้ขุมพลัง V8 460 แรงม้าในนาม California สู่ตลาดนี้เป็นคันแรก จวบจนปี 2014 มันถูกปรับแต่งเรื่อยมาจนได้ฝูงม้าสูงถึง 560 แรงม้า ในรุ่นล่าสุด   California T

      
แต่ดูเหมือนมันยังไม่พอ เนื่องจากการแข่งขันช่างรุนแรงเหลือเกิน Ferrari ตัดสินใจเสริมกำลังเพื่อรักษาตำแหน่งจ่าฝูงของตลาด ด้วยการพัฒนารถยนต์เปิดประทุน “รุ่นเริ่มต้น” ในราคาสบายกระเป๋า(มหาเศรษฐี) แบบใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้ายในปี 2017  ชื่อของ Ferrari Portofino ได้โลดแล่นสู่ท้องถนนอย่างสง่างามในตัวถังเปิดประทุนที่สวยเฉียบกว่า California หลายขุม  ใช้ขุมพลัง V8  600 แรงม้า ออกมาทำตลาดแทนเป็นไม้ต่อรุ่น California ที่หมดวาระ  แต่! เท่าที่ผมแอบรู้มา Ferrari แอบมีแผนซ้อนแผนเตรียมรุกตลาดจีทีแบบเอาจริง เตรียมไพ่เด็ดไว้อีกใบกับโปรเจกต์ สปอร์ตจีที เครื่องวางหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง (Front Engine Rear Wheel Drive) เครื่อง V8 620 แรงม้า ในชื่อ “Roma” เปิดตัวออกสู่สายตาชาวโลกช่วงปลายปี 2019







Ferrari  หมายมั่นปั้น Roma เพื่อขยายฐานลูกค้ากว้างขึ้นด้วยรูปทรงคูเป้ เครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลังโดยมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งร่วมแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดระดับหินๆทั้งนั้น อย่าง Bentley, Porsche, Mercedes และ BMW จริงอยู่ที่ Ferrari  มีซูเปอร์คาร์ทรงคูเป้วางเครื่องหน้า V12 อยู่แล้ว(812 Superfast)  แต่ยังไม่มีรุ่นเล็กวางเครื่อง V8 ที่เป็นตัวถังคูเป้ที่ดูน่าส่งต่อกรอย่างสมน้ำสมเนื้อ



  
ด้วยการหวนคืนกลับสู่การออกแบบที่นำสไตล์ที่ดูเรียบละมุน อุดมไปด้วยความโค้งมน เรียบโก้ ไร้ซึ่งช่องดักอากาศที่ดูเลอะเทอะเหมือนรถ  Ferrari คลาสสิกในยุค 1960s  เป็นฝีมือสะบัดดินสอสเก็ตภาพโดย Flavio Manzoni ที่บรรจงออกแบบให้ Roma สวยสง่างาม หรูหราในทุกองศา หลีกเลี่ยงการใช้วิงแอร์โร่ไดนามิกต่างๆ แต่เห็นดูเรียบๆแบบนี้มันสามารถสร้างแรงกดอากาศ (downforce) ได้มากกว่า 95 กก. ที่ความเร็ว 250 กม/ชม เมื่อเทียบกับ  Portofino เป็นเพราะว่ามันถูกออกแบบมาอย่างมีกึ๋นกว่า แทนที่จะสร้าง downforce ที่ด้านบนตัวรถ แต่หันมาดีไซน์แอร์โร่ไดนามิก เพื่อสร้าง downforce  จากใต้ท้องรถแทน! ด้วยการติดตั้งแผ่นปิดใต้ท้องรถให้เรียบให้มากที่สุด ติดตั้งครีบบังคับทิศทางลมใต้ท้องรถ “เพื่อสร้างกระแสลมวน” เพื่อบังคับลมไปกดให้ตัวรถนิ่งที่สุดในความเร็วสูง  รวมไปถึงติดตั้งดีฟิวเซอร์หลังขนาดใหญ่เพื่อเสริมแรงกดท้าย เหลือไว้เพียงสปอยเลอร์หลังบนฝากระโปรงท้ายที่สามารถพับเก็บซ่อนตัวได้อย่างกลมกลืน โดยจะยกตัวได้ 3 ระดับ ตามความเร็วที่ถูกกำหนดไว้ จะยกตัวในระดับกลางเมื่อความเร็วเกิน 100 กม/ชม ขึ้นไป


 
ส่วนในตำแหน่งสูงสุดนั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อเข้าโค้งแรงๆหรือในภาวะเบรกหน้า เมื่อระบบตรวจค่าแรงจีมากพอจะสั่งการให้สปอยเลอร์ท้ายยกตัวขึ้นตำแหน่งสูงสุดทันที  เพื่อสร้างแรงกดอากาศสูงสุดที่ด้านท้ายเพื่อให้รถมีแรงยึดเกาะถนนมากที่สุด  แต่ในขณะทำท็อปสปีดเมื่อความเร็วเกิน 300 กม/ชม ขึ้นไป สปอยเลอร์ก็ยังคงอยู่ตำแหน่ง “กลาง” ซึ่งมากพอที่จะสร้างแรงกดท้ายเพื่อให้รถมีเสถียรภาพการทรงตัวที่มั่นคง  สำหรับใครที่อยากให้สปอยเลอร์มันตั้งชันแม้ตอนจอดเพื่อโชว์ออฟละก็ เสียใจด้วยนะ เพราะ Ferrari ไม่มีสวิทช์ยกตัวสปอยเลอร์มาให้  เพราะความตั้งใจให้มันเป็นรถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิกนั้นเอง


  
หัวใจสำคัญในเรื่องสมรรถนะของ Roma คือเครื่องยนต์ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอย่าง V8 3.9 ลิตร เทอร์โบชาร์จบล็อกล่าสุดที่แรงเพิ่มขึ้นอีก 20 แรงม้า  จนมีแรงม้าสูงสุดที่ 620 hp เท่ากับรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ไม่นาน Portofino M (Modificata) บล็อกนี้อาศัยกล่องสมองกลที่สามารถทำอัตราบูสท์เทอร์โบแปรผันได้เช่นกัน ทำให้สามารถปรับแต่งแรงบิดได้เนียนให้อารมณ์เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ NA อย่างน่าทึ่ง!  ด้วยเทคโนโลยีชิ้นนี้ทำให้เครื่องยนต์เทอร์โบจากโรงงานมาราเนลโลเป็นอะไรที่เหนือกว่าคู่แข่งไปไกล


  
อัตราเร่ง 0-100 กม/ชม ทำได้ 3.4 วินาที  กดแช่ยาวถึง 200 กม/ชม ใช้เวลาไป  9.3 วินาที  แช่ยาวไม่ยกไปสุดเข็มวัดความเร็วที่ 320 กม/ชม ได้สบายๆ  ฝีเท้าที่จัดจ้านเกินหน้าตาต้องยกเครดิตให้เกียร์คลัทช์คู่  8  สปีดลูกใหม่ที่ได้พื้นฐานมาจากเกียร์ของ SF90 Stradale  แต่ได้เกียร์ถอยมาด้วย (ของ SF90 ไม่มีเกียร์ถอย ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อถอยหลัง)  แม้จะมีเกียร์เพิ่มมาอีก  1 เกียร์ เมื่อเทียบกับเกียร์คลัทช์คู่ลูกเดิม  แต่ดันมีน้ำหนักเบาลง 6 กก เมื่อมีเกียร์เพิ่มขึ้นย่อมทำให้อัตราทดเกียร์ทดชิดกันมากขึ้น ตั้งแต่เกียร์ 1-7 ช่วยให้อัตราเร่งดีขึ้น โดยมีเกียร์  8  เป็นเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟ  แถมยังเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม  23 % อีกด้วย  คุณสามารถขับ Roma ช้าๆค่อยๆย่องในย่านดาวน์ทาวน์ได้สมูทไม่มีหัวทิ่มด้วยรอบเครื่องต่ำเพียง  1,000 รอบ/นาที ได้สบายหายห่วง   และรู้ไว้ว่าแรงบิดสูงสุดระดับ  760  Nm จะมาในเกียร์ 7 และ 8 เท่านั้น!  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เวลาลากรอบเครื่องมันๆ เสียงคำรามเครื่องยนต์จะถูกบล็อกด้วยตัวกรองมลพิษ (particulate filter) ที่ถูกบังคับติดตั้งไว้หลังแค็ต เพื่อผ่านกฎหมายมลพิษที่เข็มงวดมากขึ้นทุกวันนี้    



      
อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเหมือน  Portofino  ไปซะหมด  Roma มีโหมด  “RACE” ให้เหมือนกับ Ferrari รุ่นโหดๆเหมือนกัน  ในโหมด RACE ให้พฤติกรรมช่วงล่างที่ยังขับสบายรับได้ ไม่กระด้าง  ผมว่ามันเท่ากับโหมด  Sport  ใน F8  หรือ 812 Superfast  ในขณะที่โหมด Comfort นั้นขับสบายนุ่มนวล ขับได้ทั้งวันไม่มีเมื่อยล้าเลยละ


  
เรื่องแฮนดริ่ง  Roma เป็นคูเป้ขนาดไม่ใหญ่เทอะทะ ทำให้คล่องตัวสูงเวลาขับลัดเลาะไปตามโค้งต่างๆได้อย่างพลิ้วไหว  มันเลี้ยวได้คม  ล้อคู่หน้าจิกเกาะยัดเข้าโค้งได้ตามสั่ง  ต้านอาการหน้าดื้อโค้งได้ยอดเยี่ยม  แม้ว่าพวงมาลัยอาจไม่คมเท่า F8 ก็ตาม แต่ช่วงโค้งมันเลี้ยวได้โคตรเกาะ ให้ความมั่นใจเต็มร้อย  โดยรวมมันเป็นรถจีทีที่ไว้ขับทางยาวๆข้ามจังหวัดได้ดีที่สุดอีกคันของค่าย




ส่วนเรื่องเบรกอาจต้องอาศัยเวลาปรับตัวสักพักกว่าจะชิน  เนื่องจากมันใช้ระบบเบรกไฟฟ้า(brake-by-wire) พอแตะเบรกช่วงแรกๆจะรู้สึกว่ามันไวเกินไป เบรกแล้วมีอาการหัวทิ่มหน่อยๆ  แต่พอปรับตัวกับมันได้ มันเบรกได้หนึบ เอาอยู่ทุกย่านความเร็ว  เหตุผลหลักๆที่ Ferrari หันมาใช้ระบบเบรกไฟฟ้าก็เพราะติดตั้งระบบเบรกอัตโนมัติเข้าไปเพื่อเป็นตัวช่วยเสริมด้านความปลอดภัยนั่นเอง






มาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง  ต้องเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่! แบบรื้อพิมพ์เขียวกันเลยละคุณ!  หากคุณคิดว่า F8  หรือ  812  ดูไฮเทคแล้ว ภายในของ Roma เป็นอะไรที่เหนือขึ้นไปอีก!  ตะลึงงันกับดีไซน์แบ่งแยกโซนคนขับกับผู้โดยสารด้านข้าง 2 ส่วนชัดเจน (Dual Cockpit) แพรวพราวด้วยหน้าปัด Instrument Cluster  แบบดิจิตอลล้วนๆไร้เข็มวัดรอบอนาล็อกขนาดใหญ่ มีกราฟฟิกแสดงผลข้อมูลต่างๆละลานตา  แถมมีจอกลางดีไซน์เหมือน  iPAD ปักไว้กึ่งกลาง คอยทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิและบอกแผนที่  Navigation และอื่นๆ ยังมีออฟชั่นเสริมจอแยกสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า แสดงผลกราฟฟิกบอก รอบเครื่องที่ใช้  ตำแหน่งเกียร์  ความเร็ว  ให้ร่วมสนุกกับคนขับได้อีกด้วย มันล้ำไปหมดแม้กระทั้งที่เปิดประตูภายในยังหันมาใช้ปุ่มแทน!?   ดูไปแล้วการตกแต่งภายในของ Roma พยายามทำตัวเองให้เหมือน iphone ที่พยายามลดปุ่มให้มากที่สุด เหลือไว้แต่จอทัชสกรีน  หรือว่านี่คือการเปิดตัวสู่ยุครถไฟฟ้าเต็มตัวในอนาคตของค่าย?


 
โดยรวม Roma  เป็นคูเป้เครื่องวางหน้าขับเคลื่อนล้อหลังที่สวยสง่า  ตามแบบฉบับ Ferrari  ที่งดงามในอดีต  ดูดีมี Taste  ขับง่ายขับได้ทุกวัน  แม้มันอาจไม่ได้เป็นรถที่ใครเห็นแล้วต้องอิจฉาตาร้อน  แต่เป็นรถที่ขับไปไหนก็ได้แต่สายตาชื่นชม  มันไม่ใช่ Ferrari ที่ส่งเสียงดังลั่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ มันสุภาพและสง่างามดึงดูดทุกสายตาโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เป็นเกมส์ที่ Ferrari มองขาดว่ามันนี่แหล่ะคือ Ferrari ที่ลูกค้าต้องมีต้องซื้อไว้ใช้ขับในชีวิตจริง  และมันก็มีสมรรถนะดีพอที่จะแปะโลโก้ม้าลำพองในขณะเดียวกันมันยังขับใช้งานได้สบาย ไม่ว่าคุณจะขับมันไปโรงแรมหรู 6 ดาว  หรือขับไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต  มันนี่แหล่ะคือ Ferrari  สำหรับทุกๆวันตัวจริง