Ferrari Omologata (เฟอร์รารี่ โอโมโลกาต้า) : ผลงานชิ้นใหม่ ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ผลงานลำดับที่ 10 ของประณีตศิลป์ที่ผลิตออกมาเพียงคันเดียว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง V12 เปิดตัวครั้งแรกที่สนาม Fiorano

Last updated: Sep 30, 2020  |  225 จำนวนผู้เข้าชม  |  Rear view mirror New Comers PREMIER

Ferrari Omologata (เฟอร์รารี่ โอโมโลกาต้า) : ผลงานชิ้นใหม่ ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ผลงานลำดับที่ 10 ของประณีตศิลป์ที่ผลิตออกมาเพียงคันเดียว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง V12 เปิดตัวครั้งแรกที่สนาม Fiorano

Ferrari Omologata (เฟอร์รารี่ โอโมโลกาต้า) : ผลงานชิ้นใหม่ ที่มีเพียงหนึ่งเดียว

ผลงานลำดับที่ 10 ของประณีตศิลป์ที่ผลิตออกมาเพียงคันเดียว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง V12 เปิดตัวครั้งแรกที่สนาม Fiorano



 

มาราเนลโล, 25 กันยายน 2020 – ยนตรกรรมจากเฟอร์รารี่ที่มีเพียงหนึ่งเดียวคันนี้ อวดโฉมบนสนาม Fiorano ระหว่างการทดสอบเป็นเวลาสั้นๆ แต่เป็นไปอย่างเข้มข้น แม้สุ้มเสียงของเครื่องยนต์ V12 ที่คำรามกึกก้องไปทั่วสนามแข่งจะเป็นสำเนียงที่คุ้นเคย ทว่ารูปลักษณ์ที่สะกดสายตาของรถนั้นมีแค่หนึ่งเดียวในโลก อย่างไรก็ตาม ยังคงรับประกันได้ว่าจะมีความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่ครบถ้วนเช่นเดิม Ferrari Omologata ใหม่ มาพร้อมกับสี Rosso Magma และลวดลายแบบรถแข่งขนานแท้ ช่วยแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า รถคันนี้สืบเชื้อสายมาจากยนตรกรรมสายพันธุ์ GT ที่ดีที่สุดของเฟอร์รารี่ ที่สร้างประวัติศาสตร์มายาวนานถึง 7 ทศวรรษ



รถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นพิเศษเพียงหนึ่งเดียวของเฟอร์รารี่ ได้รับมอบหมายจากลูกค้าผู้มีวิสัยทัศน์ชาวยุโรปให้รังสรรค์เฟอร์รารี่ที่นิยามคุณค่าของรถแข่ง GT ออกมา : ยนตรกรรมที่สามารถใช้งานบนถนนได้อย่างสะดวกสบาย ทว่าพุ่งเข้าสู่โค้งต่างๆ ในสนามแข่ง ด้วยฝีมือของสุภาพบุรุษนักขับตัวจริงได้เช่นกัน


โครงการ Ferrari Omologata ใช้เวลาราว 2 ปี นับจากวันที่ทำภาพสเก็ตช์จนถึงวันที่รถเสร็จสมบูรณ์ โดยเริ่มต้นจากการนำแรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายต่างๆ ทั้งรถแข่งในตำนานไปจนถึงนวนิยายวิทยาศาสตร์และสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แนวคิดที่ตั้งไว้แต่แรกคือการรังสรรค์ดีไซน์เหนือจินตนาการพร้อมองค์ประกอบอันโดดเด่นที่ถูกตีความใหม่ให้ทันสมัย เพื่อให้เกิดเป็นรูปโฉมไร้กาลเวลาที่จะสร้างความประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืม





เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เหล่านักออกแบบจึงปลดล็อคทุกพื้นที่ของพื้นฐานรถซึ่งเป็นรุ่น 812 Superfast ออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยสุดท้ายเหลือเพียงกระจกหน้าและไฟหน้าเท่านั้นที่เป็นของเดิม จุดประสงค์ก็คือ การใช้ประโยชน์จากสัดส่วนของรูปทรงรถแบบเครื่องยนต์วางหน้าที่มีศักยภาพ เพื่อมอบดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวซึ่งถูกนิยามโดยการสะท้อนส่วนเว้าส่วนโค้งที่นุ่มนวลและมีมิติ ยกระดับด้วยกราฟิกที่เฉียบคมพร้อมพื้นผิวในส่วนที่เกี่ยวกับแอโรไดนามิกส์ที่ถูกขัดเกลาให้ดูพลิ้วไหว ส่วนที่ยากที่สุดก็คือการทำให้ความสมดุลในอุดมคติระหว่างความงดงามและขอบเขตที่มีขีดจำกัดนั้นโดดเด่นขึ้นมา : Omologata จำต้องเตะตาบนท้องถนน ขณะที่ยังคงไว้ซึ่งภาษาการออกแบบอันเป็นแก่นแท้ดั้งเดิม


นักออกแบบได้ศึกษารูปทรงและบุคลิกของรถอย่างรอบคอบจากทุกมุมมอง กำหนดความลาดเอียงของหน้ารถจากกระจังหน้าทรงรีที่แบนราบ ส่วนโค้งมนเหนือซุ้มล้อหน้าถูกขับให้โดดเด่นขึ้นด้วยการตัดแถบสีคาดผ่านฝากระโปรง ช่วงไหล่ที่อยู่ด้านหลังของประตูถูกปรับให้ดูกำยำมากขึ้น และค่อยๆ กลืนไปกับส่วนท้ายรถ ในขณะที่ครีบแนวนอน 3 ช่อง ช่วยให้ภาพลักษณ์ด้านท้ายดูไม่ทึบตัน ส่วนท้ายโดดเด่นด้วยสปอยเลอร์ที่สะดุดตา ซึ่งไม่เพียงแค่เพิ่มแรงกด แต่ยังให้ความดุดันและโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตอีกด้วย โดยรวมแล้ว ตัวรถดูราวกับพร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่ท้องถนนแม้จะจอดนิ่งอยู่กับที่ก็ตาม นอกจากนั้น เมื่อมองจากด้านหลัง ชุดไฟท้ายเดี่ยวที่อยู่ลึกเข้าไป ยังเน้นย้ำถึงความดุดันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


ความโดดเด่นที่ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเท่านั้น



การออกแบบให้รถเป็นไปตามทุกข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับการใช้งานบนท้องถนน โดยไม่รบกวนอรรถประโยชน์และประสิทธิภาพของรถเฟอร์รารี่ เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับทีมออกแบบซึ่งนำโดย Flavio Manzoni โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเริ่มต้นจากแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว “Omologata” เป็นคีย์เวิร์ดที่ก้องกังวานอยู่ตลอดเวลาในการพัฒนาผลงานชิ้นนี้ เครื่องยนต์ V12 ของเฟอร์รารี่แบบสั่งทำพิเศษลำดับที่ 10 ตัวนี้ เคยถูกติดตั้งกับรุ่น P540 Superfasr Aperta ปี 2009 มาแล้ว นอกเหนือไปจากคำแนะนำที่ชัดเจนจากลูกค้าและการลงลึกทุกรายละเอียดบนรถแล้ว นักออกแบบยังคำนึงถึงตัวแปรนับไม่ถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้เป็นแบบจำลองตามความต้องการครั้งแล้วครั้งเล่า การแสวงหาสัมผัสอันยอดเยี่ยมดำเนินไปไกลถึงการพัฒนาเฉดสีแดงใหม่ให้กับลวดลายของรถ เพื่อให้เข้ากับสีแดงเพลิง Rosso Magma ที่ถูกพ่นถึงสามเลเยอร์ และคาร์บอนไฟเบอร์สีเข้ม



ภายในห้องโดยสาร รายละเอียดการตกแต่งมากมายบ่งบอกถึงความเชื่อมโยงที่แนบแน่นกับมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนานของเฟอร์รารี่ เบาะนั่งสีน้ำเงินปรับด้วยไฟฟ้าตกแต่งอย่างมีรสนิยมด้วยหนังแท้และผ้า Jeans Aunde® พร้อมด้วยเข็มขัดนิรภัย 4 จุดแบบรถแข่ง เบาะนั่งโดดเด่นตัดกับห้องโดยสารสีดำล้วน บรรยากาศในห้องโดยสารมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้หวนนึกถึงอดีต ชิ้นส่วนโลหะต่างๆ บนแดชบอร์ดและพวงมาลัยถูกทำสีให้มีเอฟเฟกต์สีแตกแบบเดียวกับที่เคยเห็นในรถแข่ง GT อันโด่งดังแห่งยุค ’50 และ ’60 รวมไปถึงบนฝาครอบวาล์วของเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ด้วย สีลายฆ้อน (มีพื้นผิวขรุขระ) ที่ใช้บ่อยในรถอย่าง 250 LM และ 250 GTO สามารถพบเห็นได้ตามรายละเอียดต่างๆ เช่นด้านในของมือเปิดประตู และบนคอนโซลกลาง Ferrari F1






Omologata รวมเอาทุกความละเอียดละออซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในงานออกแบบของเฟอร์รารี่เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ตกอยู่ในความคุ้นเคยแบบเดิมๆในอดีต ชิ้นส่วนตัวถังอลูมิเนียมที่ทำขึ้นด้วยมือแฝงไว้ด้วยรายละเอียดทั่วทุกอณู ในวิถีที่ท้าทายให้เหล่าผู้คลั่งไคล้เฟอร์รารี่ได้ค้นหาว่าแต่ละส่วนนั้นได้จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจมาจากแหล่งกำเนิดใด

 
รายละเอียดเพิ่มเติม

กรุณาติดต่อ:  คุณฐิตารีย์ มหาวงศนันท์
ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด
โทร. 083 599 8992