Ferrari Portofino M (เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน เอ็ม): การออกเดินทาง เพื่อค้นพบอีกครั้ง

Last updated: Sep 23, 2020  |  189 จำนวนผู้เข้าชม  |  Rear view mirror

Ferrari Portofino M (เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน เอ็ม): การออกเดินทาง เพื่อค้นพบอีกครั้ง

Ferrari Portofino M วิวัฒนาการแห่งรถ GT เปิดประทุนแบบ 2 ที่นั่ง จากค่ายม้าลำพอง ได้รับการเผยโฉมแล้ววันนี้ การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นผ่านทางออนไลน์ทั้งหมด นับเป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์กว่า 70 ปี ของแบรนด์จากมาราเนลโล การเตรียมความพร้อมไปสู่งานเปิดตัวครั้งนี้ รวมไปถึงการส่งจดหมายไปยังลูกค้าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้น พวกเขาจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงแพลตฟอร์มวิดีโอเบื้องหลังคอนเซปต์ของรถ, การปรับโฉม และข้อมูลหลักๆ ทางเทคนิค

Portofino M เป็นเฟอร์รารี่คันแรกที่ถูกเปิดตัวหลังจากที่บริษัทต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวเนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการออกเดินทางเพื่อค้นพบอีกครั้ง นี่เป็นการ (กลับมา) เริ่มต้นแสวงหานวัตกรรมครั้งใหม่ของม้าลำพอง ในขณะที่ยังคงเคารพในวิถีทางดั้งเดิม รวมถึงการแสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างเต็มที่เช่นเคย คุณค่าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นใน Portofino M โดยอักษร “M” นั้นย่อมาจาก “Modificata” ซึ่งตามวิธีการตั้งชื่อของเฟอร์รารี่นั้น หมายถึงรถยนต์ที่ผ่านการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะขึ้นไปจากเดิม

 
ในเฟอร์รารี่ Portofino ที่ถูกเพิ่มศักยภาพคันนี้ เปี่ยมด้วยนวัตกรรมทางเทคนิคอันน่าทึ่ง จุดที่โดดเด่นอย่างยิ่งก็คือระบบส่งกำลังที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ด้วยเกียร์แบบ 8 จังหวะรุ่นล่าสุด และ Manettino 5 โหมด ซึ่งรวมถึงโหมด Race ที่นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำมาใช้ในรถ GT แบบเปิดประทุนแห่งมาราเนลโล  ผลลัพธ์ที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้ ตลอดจนฟีเจอร์ใหม่อื่นๆ ทำให้รับประกันได้ว่า Portofino M มีความครบครันตามแบบฉบับของรถ GT ขนานแท้ ทั้งในด้านของสมรรถนะ, ความเร้าใจในการขับขี่, ความคล่องตัว และสามารถใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ในชีวิตประจำวัน

ผลงานชิ้นเอกด้านการออกแบบและวิศวกรรมล่าสุดจากม้าลำพอง กำเนิดเป็นวิวัฒนาการที่สมบูรณ์แบบของเฟอร์รารี่ Portofino มีบุคลิกแบบสปอร์ตมากกว่าบรรพบุรุษของมัน ทั้งยังมอบแฮนด์ลิ่งที่เหนือกว่า ด้วยความสะดวกสบายที่ไม่เพียงคงไว้ แต่ยังเพิ่มมากขึ้น ด้วยฟีเจอร์ที่เพิ่มมาใหม่อย่างเช่น ADAS และเบาะนั่งแบบระบายอากาศและทำความร้อน เฟอร์รารี่ Portofino M ยังคงรักษาจิตวิญญาณของรถรุ่นก่อนหน้านี้เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน เป็นรถเพียงคันเดียวในตลาดที่สามารถนิยามความเป็นรถคูเป้ขนานแท้ได้อย่างถูกต้องเมื่อปิดหลังคา และเป็นรถสไปเดอร์ที่แท้จริงเมื่อเปิดหลังคา แน่นอนว่าต้องยกความดีความชอบให้กับหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (RHT – Retractable Hard Top) ฟีเจอร์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของรถเปิดประทุนจากม้าลำพอง และขนาดกะทัดรัดของ Portofino M ทำให้เหมาะสำหรับทุกโอกาส ความอเนกประสงค์ที่ไม่มีใครเทียบเคียง และความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร จะเปลี่ยนทุกทริปให้เป็นการเดินทางเพื่อการค้นพบ (อีกครั้ง)

 
เครื่องยนต์ (ENGINE)

เครื่องยนต์ความจุ 3,855 ซีซี ของ Portofino M ซึ่งอยู่ในตระกูลของขุมพลัง V8 เทอร์โบ ที่ได้รับรางวัล “International Engine of the Year” ถึง 4 ปีซ้อน ได้รับการปรับแต่งให้ปลดปล่อยพละกำลังได้ถึง 620 แรงม้า ที่ 7,500 รอบ/นาที มากกว่าเฟอร์รารี่ Portofino ถึง 20 แรงม้า เพื่อให้ได้สมรรถนะระดับนี้ เหล่าวิศวกรของเฟอร์รารี่ใช้โปรไฟล์ของแคมชาฟต์เพื่อเพิ่มระยะยกของวาล์วและเพิ่มกำลังอัดในห้องเผาไหม้ให้มากขึ้น เซนเซอร์วัดความเร็วถูกติดตั้งเพิ่มเข้าไปกับเทอร์โบชาร์จเจอร์เพื่อตรวจวัดรอบการหมุนของกังหันฝั่งไอเสีย ช่วยเพิ่มอัตราการหมุนต่อนาทีของกังหันให้เพิ่มขึ้นถึง 5,000 รอบ/นาที

เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด จึงมีการติดตั้งตัวกรองฝุ่นเขม่าเบนซิน (GPF – Gasoline Particulate Filter) ไว้ในระบบไอเสีย ช่วยให้รถเป็นไปตามมาตรฐานการป้องกันมลพิษของยุโรป (Euro-6D) ที่เข้มงวด โดยไม่ทำให้ความสนุกในการขับขี่ลดลง

ผลลัพธ์นี้มาจากการใช้ระบบการกรองแบบหมุนวนอย่างต่อเนื่องเพื่อจำกัดปริมาณฝุ่นละอองสะสม สิ่งนี้ทำได้โดยใช้เซ็นเซอร์สองตัวต่อกระบอกสูบเพื่อวัดค่าความดันแตกต่าง (Differential Pressure) ระหว่างด้านหน้าและหลังของตัวกรองได้อย่างแม่นยำ

เกียร์ 8 จังหวะ เป็นแบบใหม่ทั้งหมด เมื่อเทียบกับเกียร์ 7 จังหวะเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ และมีพื้นฐานอยู่บนโครงสร้างของระบบคลัตช์คู่แบบแช่ในน้ำมัน มีความแตกต่างจากเกียร์ 8 จังหวะของ SF90 Stradale ในส่วนของอัตราทดที่ยาวกว่าและกลไกของเกียร์ถอยหลัง เค้าโครงใหม่และการผสานรวมส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน ช่วยให้เกียร์มีขนาดที่เหมาะสมและติดตั้งในรถได้พอดี

เฟอร์รารี่ Portofino M ใช้คอนเซปต์ “ไม่มีการรอรอบของเทอร์โบ” เช่นเดียวกับรถขุมพลังเทอร์โบรุ่นอื่นๆ คันเร่งจึงตอบสนองได้อย่างฉับไวทุกความเร็วรอบเครื่องยนต์ รถรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบ Variable Boost Management ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยเฟอร์รารี่ เพื่อปรับแรงบิดให้เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่งเกียร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือพละกำลังที่หนักหน่วงเมื่อเร่งเครื่อง ในขณะเดียวกันยังช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองลงอีกด้วย โดยเมื่อรถกำลังเปลี่ยนเกียร์ไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความเร็ว (ตั้งแต่เกียร์ 3 ถึงเกียร์ 8) ปริมาณแรงบิดที่ถ่ายทอดมาจากเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 760 นิวตันเมตร ในเกียร์ 7 และ 8 สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เฟอร์รารี่สามารถใช้อัตราทดเกียร์ที่ยาวขึ้นในเกียร์สูงๆ ได้ ซึ่งจะช่วยให้การใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษลดลง ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง แรงบิดที่เพิ่มสูงชันขึ้นตามรอบเครื่องเมื่ออยู่ในเกียร์ต่ำ จะทำให้รู้สึกได้ถึงอัตราเร่งที่ราบรื่นและทรงพลังการเพิ่มเกียร์ที่ 8 และปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน ส่งให้รถมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้งานทั้งในและนอกเมือง หรือแม้กระทั่งในการขับขี่แบบสปอร์ตที่ต้องกดคันเร่งมากขึ้นก็ตาม
ชุดคลัตช์ใหม่มีขนาดเล็กลง 20% แต่ถ่ายทอดแรงบิดได้เพิ่มขึ้น 35% และรับแรงบิดที่เกิดขึ้นขณะเปลี่ยนเกียร์ได้สูงสุดถึง 1,200 นิวตันเมตร นอกจากนั้น การทำงานของซอฟต์แวร์ระบบส่งกำลังยังได้รับการพัฒนาด้วยการใช้ ECU ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

จุดที่ได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษคือการมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนเกียร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองและระดับมลพิษของเครื่องยนต์ ด้วยคลัตช์ที่ควบคุมแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้รถสามารถขับได้ง่ายขึ้นในเมืองขณะอยู่ในวัฏจักรของระบบ Start & Stop จึงมั่นใจได้ว่ารถสามารถขับเคลื่อนได้อย่างนุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะวิ่งอยู่ท่ามกลางการจราจรความเร็วต่ำ ทั้งยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและให้การตอบสนองเป็นเยี่ยมอีกด้วย และยังคงเป็นไปตามแบบฉบับดั้งเดิม เครื่องยนต์แต่ละรุ่นของเฟอร์รารี่ต่างก็มีเสียงคำรามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เฟอร์รารี่ Portofino M ก็เช่นกัน นอกจากนั้น ด้วยการใช้อ่างน้ำมันเครื่องที่แบนเรียบ ช่วยให้จัดวางรูปแบบทางเดินท่อไอเสียได้ใหม่ทั้งหมด ไม่มีหม้อพักไอเสียอีกต่อไป (ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มพลังเสียงแล้ว ยังช่วยลดแรงดันย้อนกลับในท่อไอเสียอีกด้วย) และใช้วาล์วบายพาสทรงรีเพื่อเพิ่มเสียงคำราม การแก้ปัญหาด้วยสองวิธีดังกล่าว ช่วยลดแรงดันไอเสียและเพิ่มคุณภาพเสียงได้อย่างมาก การปรับเปลี่ยนที่โดดเด่นอีกประการก็คือระบบควบคุมวาล์วบายพาสแบบ "ตามสัดส่วน" ซึ่งจะทำงานต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนไปตามสภาพการขับขี่ขณะนั้น

 พลศาสตร์ยานยนต์ (VEHICLE DYNAMICS)

ระบบควบคุมเสถียรภาพของ Portofino M เป็นที่รู้จักอย่างดีว่าคือระบบ Side Slip Control (SSC) ซึ่งรวมเอาชุดคำสั่งที่ให้ค่าประเมินตามเวลาจริงของมุมลื่นไถลด้านข้างเพื่อส่งไปยังระบบควบคุมต่างๆ ระบบ SSC จะทำงานสอดประสานกับการเข้าแทรกแซงเสถียรภาพของรถทั้งหมด เนื่องจากระบบต่างๆ ใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อให้ปฏิบัติการได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว
ระบบ SSC เจเนอเรชั่นที่ 6 นี้ รวมเอา E-Diff, F1-TCS, SCM-E Frs และระบบควบคุม Ferrari Dynamics Enhancer (FDE) เข้าไว้ด้วยกัน FDE คือระบบควบคุมพลศาสตร์แนวขวาง (Lateral Dynamics) ที่ใช้ซอฟต์แวร์ของเฟอร์รารี่ในการปรับแรงดันน้ำมันเบรกของคาลิเปอร์ที่ล้อทั้งสี่ ในเฟอร์รารี่ Portofino M ระบบจะเปิดการทำงานเมื่อปรับสวิตช์ Manettino ไปที่โหมด Race เท่านั้น ระบบ FDE ได้รับการออกแบบเพื่อทำให้สามารถคาดการณ์พลศาสตร์แนวขวางที่เกิดขึ้นกับรถได้ดียิ่งขึ้นทั้งในขณะที่เข้าและออกจากโค้ง ด้วยการช่วยปรับให้พวงมาลัยและคันเร่งเพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า FDE ไม่ใช่ระบบควบคุมการทรงตัว และคอยให้ความช่วยเหลือมากกว่าที่จะเข้ามาเพื่อแทนที่ระบบ VDC และระบบควบคุมการทรงตัว (ESC)

ปัจจัยสำคัญอีกประการ คือการเพิ่มแรงกดให้กับแป้นเบรกมากยิ่งขึ้น เมื่อรวมกับการลดระยะทางของการเหยียบลงประมาณ 10% จึงให้การตอบสนองในขณะเบรกได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิม
จุดประสงค์ของ Manettino แบบ 5 โหมด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งในรถ GT เปิดประทุนของม้าลำพอง คือช่วยให้แฮนด์ลิ่งและการยึดเกาะของเฟอร์รารี่ Portofino M สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มโหมด Race เข้าไป โหมดนี้จะมุ่งเน้นไปที่อรรรสสูงสุดในการขับขี่ โดยทำงานร่วมกับระบบ Ferrari Dynamics Enhancer


การออกแบบ (DESIGN)

รูปโฉมที่งดงามกลมกลืนของ Ferrari Portofino M ใหม่ เป็นผลผลิตที่เกิดจากจากการออกแบบระดับโลก องค์ประกอบต่างๆ ถูกทำให้ดูหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากดีไซน์ของ Portofino สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับทั้งตัวถังภายนอก ที่ซึ่งด้านหน้า, ด้านข้าง และส่วนท้ายรถ ผสานกันราวกับเป็นประติมากรรมชิ้นเดียวไร้รอยต่อ และในห้องโดยสารที่จัดเรียงส่วนเว้าส่วนโค้งตลอดจนเส้นสายโดยรอบให้สอดประสานกันอย่างมีสไตล์ ความเชื่อมโยงนี้สามารถเห็นได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายในของรถ

การตกแต่งภายนอก (EXTERIOR)

จากข้อเท็จจริงที่ว่า สมรรถนะของ Portofino M นั้นทรงพลังกว่า Portofino รุ่นมาตรฐาน ส่งผลให้เหล่านักออกแบบที่ Ferrari Styling Centre สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ของรถเพื่อดึงบุคลิกของรถให้โดดเด่นและเน้นย้ำความเป็นรถสปอร์ตได้อย่างตรงประเด็นยิ่งขึ้น

กันชนหน้ามาพร้อมกับช่องรับอากาศอันงดงาม ช่วยขับให้ภาพลักษณ์ด้านหน้าของรถดุดัน นอกจากนั้นยังมีช่องระบายอากาศที่ด้านบนของซุ้มล้อ ซึ่งถูกเพิ่มเข้าไปเพื่อช่วยลดแรงต้านโดยรวมของรถ ส่วนหนึ่งของมวลอากาศที่ไหลออกมาจากแผงระบายความร้อนด้านหน้า จะถูกส่งตรงไปยังช่องระบายอากาศนี้ จากนั้นอากาศจะถูกเร่งความเร็วขึ้นเมื่อถูกปล่อยออกไป ผลลัพธ์ที่ได้จากการปรับปรุงประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์เห็นได้ชัดเจนจากการร่องที่กันชนหน้าซึ่งถูกเฉือนให้ดูไหลลื่นไปสู่ด้านข้างของตัวรถ เพิ่มภาพลักษณ์ที่กลมกลืนให้กับมุมมองด้านข้างได้เป็นอย่างดี และยังคงใช้เส้นสายด้านข้างที่เป็นเอกลักษณ์ของ Portofino มาจับคู่กับกันชนหน้าของ Ferrari Portofino M เพื่อเน้นให้เห็นเหลี่ยมสันของรถได้อย่างชัดเจน

กระจังหน้ามีครีบอลูมิเนียมแบบใหม่ที่มีสีตัดกัน ช่วยขับให้วัสดุคุณภาพสูงนี้โดดเด่นขึ้นที่ด้านท้าย ระบบไอเสียแบบใหม่ไม่มีหม้อพักไอเสียอีกต่อไป ส่งให้มุมมองด้านหลังของเฟอร์รารี่ Portofino M ดูกะทัดรัดกว่าเดิม ผลที่ได้คือกันชนหลังที่ดูปราดเปรียวเป็นพิเศษ รูปโฉมที่ดูเบาบางและมีสไตล์ที่เข้ากันได้ดีกับกันชนหน้า ช่วยสร้างสุนทรียภาพโดยรวมที่สอดคล้องกันมากขึ้น ดิฟฟิวเซอร์ได้รับการออกแบบใหม่หมด และเป็นคนละชิ้นกับกันชนหลัง ช่วยให้ลูกค้าสามารถสั่งเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ได้ เพื่อเน้นย้ำภาพลักษณ์แบบสปอร์ตของรถให้เด่นชัดขึ้นอีกขั้น ล้อแบบ Diamond-finish ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเฟอร์รารี่ Portofino M โดยเฉพาะ ดีไซน์สะท้อนให้เห็นถึงการพบกันระหว่างความสง่างามและความโฉบเฉี่ยว การออกแบบรูปทรงที่แปลกตาของก้านล้อและสีที่ตัดกันช่วยให้ล้อดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

การตกแต่งภายใน  (INTERIOR)

เมื่อเปิดหลังคา Portofino M จะเผยให้เห็นจิตวิญญาณแห่งรถ GT และผู้ใช้จะต้องประทับใจกับความรู้สึกของรถที่กะทัดรัดและเป็นธรรมชาติ การออกแบบภายในห้องโดยสารนั้นสอดประสานกันอย่างเหนือชั้น ทีม Styling Centre เริ่มต้นจากการระบุข้อกำหนดเบื้องต้นที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการออกแบบ นั่นก็คือการลดน้ำหนักและพื้นที่ที่เพียงพอสำหรับผู้โดยสารทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการเชื่อมโยงภายนอกรถและภายในห้องโดยสารเข้าด้วยกัน

การรังสรรค์ภายในเริ่มต้นจากโครงสร้างแดชบอร์ดแบบหลายระดับสำหรับครึ่งบนของห้องโดยสาร จากนั้นออกแบบครึ่งล่างด้วยการเปิดพื้นที่ว่างเพื่อตัดความทึบตันออกไป ได้มาจากการลดทอนแทนที่จะเพิ่มปริมาณ การแบ่งแดชบอร์ดออกเป็นระดับต่างๆ กันไป ช่วยให้นักออกแบบจัดวางองค์ประกอบทางเทคนิคและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถได้อย่างสมเหตุสมผล โดยยังคงใช้สถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญได้เต็มพื้นที่ ครีบอลูมิเนียมแนวนอนตรงกึ่งกลางแดชบอร์ดช่วยแยกแผงควบคุม, ช่องแอร์ และจอแสดงผลสำหรับผู้โดยสาร ออกเป็นสัดส่วนบริเวณพื้นที่ด้านบน ฟังก์ชั่นการควบคุมอื่นๆ จะอยู่ที่ส่วนล่างโดยมีหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วติดตั้งไว้ตรงกลาง เลย์เอาต์เช่นนี้บ่งบอกถึงความสะดวกในการใช้งานอันไร้ที่ติ และเน้นให้เห็นคุณภาพของทุกรายละเอียดผ่านการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบต่างๆ และวัสดุสุดไฮเทค พร้อมด้วยการประกอบและการตกแต่งที่เป็นงานมืออันประณีตบรรจง

การจัดวางค็อกพิตแบบสมมาตรและพื้นที่เบาะหลังที่กว้างขวางนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนจากแบบแปลน หากมองในเรื่องของโครงสร้าง ห้องโดยสาร (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับรูปทรงของแดชบอร์ด) ประกอบด้วยพื้นที่ซึ่งแยกออกเป็นสองส่วน รวมเอาส่วนประกอบทางเทคนิคทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมีสะพานเชื่อมต่อพื้นที่แผงควบคุมเข้ากับอุโมงค์กลาง

เค้าโครงนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้โดยสาร และเพื่อเน้นย้ำให้เห็นสไตล์ของแผงประตู, มือจับ และส่วนควบคุมตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้ รวมไปถึงหน้าจอระบบสัมผัสส่วนกลางและส่วนผู้โดยสาร เบาะนั่งเป็นผลิตภัณฑ์จากโครงการวิจัยพิเศษ มีโครงสร้างซึ่งทำจากแมกนีเซียมที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ส่วนรองรับที่มีความหนาแตกต่างกันไปและพนักพิงที่มีความเพรียวบางเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้กับผู้โดยสารตอนหลังได้มากยิ่งขึ้น
ระบบระบายอากาศ 3 ระดับสำหรับเบาะนั่งและพนักพิง รวมถึงระบบให้ความอบอุ่นบริเวณต้นคอสำหรับใช้ในฤดูหนาวก็มีให้เลือกเช่นกัน โดยอย่างหลังมีความร้อนให้เลือก 3 ระดับ และระบบจะปรับความเร็วการไหลของอากาศอุ่นจากพนักพิงศีรษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับความเร็วของรถ, อุณหภูมิภายนอก และตำแหน่งของหลังคา

ระบบข้อมูลและความบันเทิงในรถยนต์ (INFOTAINMENT AND HMI)

ระบบ HMI (Human-Machine Interface) ของเฟอร์รารี่ Portofino ติดตั้งไว้กึ่งกลางของมาตรวัดดิจิตอล พร้อมด้วยจอแสดงผลแบบ TFT ล้อมรอบมาตรวัดป้องกันแสงสะท้อนแบบแอนาล็อกทรงกลมขนาดใหญ่ ชุดมาตรวัดที่จัดวางไว้ในระนาบเดียวกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นนี้ ช่วยให้ผู้ขับสามารถอ่านค่าต่างๆ ได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ ทั้งในด้านของมุมมองและทางกายภาพ ช่วยให้ตอบสนองได้ดีที่สุดในขณะขับขี่ สามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ของระบบอินโฟเทนเม้นต์ได้ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสที่เอื้อมถึงได้ง่ายทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร ออกแบบมาให้เข้าถึงได้รวดเร็วที่สุดทั้งในแง่ของการใช้งานและเนื้อหา มาพร้อมกับหน้าจอแบบ Multi-touch ความคมชัดสูง และ Split View ที่ช่วยให้สามารถชมข้อมูลที่แตกต่างกันได้ในคราวเดียวกัน รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto

 
จอแสดงผลบนแดชบอร์ดฝั่งผู้โดยสารมีให้สั่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริม เชื่อมต่อกับจอหลักเพื่อแสดงความเร็วรถ, รอบเครื่องยนต์ และตำแหน่งเกียร์ หน้าจอสีขนาด 7 นิ้ว ความคมชัดสูงและเป็นระบบสัมผัส เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารมีปฏิสัมพันธ์กับระบบต่างๆ ของรถได้ ผู้โดยสารสามารถเลือกฟังเพลง, ดูข้อมูลของระบบนำทาง หรือเลือกจุดน่าสนใจ (POI – Point of Interest) เช่น ร้านอาหาร ซึ่งจะผนวกรวมเข้ากับเส้นทางโดยอัตโนมัติ ราวกับผู้โดยสารได้กลายเป็นผู้ช่วยนักขับเลยทีเดียว

Advanced Driver Assistance System (ADAS) ที่มีให้สั่งติดตั้งสำหรับเฟอร์รารี่ Portofino นั้น ประกอบด้วย:

• ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go สำหรับขับขี่ในการจราจรทั่วไป
• ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่สามารถแจ้งเตือนผู้ขับถึงความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการชนได้ และ     เตรียมพร้อมเพื่อลดผลกระทบจากการชนด้านหน้า
• ระบบเตือนจุดอับสายตา ช่วยเตือนให้ผู้ขับทราบว่ากำลังมีพาหนะอยู่ในจุดอับสายตา
• ระบบเตือนออกนอกเลน พร้อมเสียง และ/หรือ ภาพแจ้งเตือนว่ารถได้ออกนอกเลนแล้ว
• ไฟสูงอัตโนมัติ ซึ่งจะเปิดและปิดไฟสูงโดยอัตโนมัติในขณะขับขี่เวลากลางคืน
• ระบบจดจำป้ายจราจร จะแสดงการจำกัดความเร็วบนถนน
• กล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมการแสดงผลแบบ 3 มิติ
• ระบบแจ้งเตือนรถจากด้านหลัง ซึ่งจะเตือนให้ผู้ขับทราบหากมีสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวมากีดขวางเส้นทางในจุดบอดด้านหลังของรถขณะกำลังถอยหลัง

บริการดูแลรักษา 7 ปี  (7 YEARS MAINTENANCE)

มาตรฐานคุณภาพที่เหนือชั้นของเฟอร์รารี่ และการมุ่งเน้นที่การให้บริการลูกค้าเป็นหัวใจหลัก Ferrari จึงมีโปรแกรมการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี ให้กับผู้เป็นเจ้าของ Portofino M โปรแกรมนี้ครอบคลุมการบำรุงรักษาตามปกติทั้งหมดในช่วง 7 ปีแรกของรถยนต์เฟอร์รารี่ทุกรุ่น การบำรุงรักษาตามกำหนดเวลานี้เป็นบริการพิเศษที่ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีความปลอดภัยอยู่เสมอ บริการพิเศษนี้มีให้สำหรับผู้ที่ซื้อเฟอร์รารี่มือสองด้วยเช่นกัน
การบำรุงรักษาปกติ (ตามระยะทาง 20,000 กม. หรือปีละครั้ง) อะไหล่แท้และการตรวจสอบอย่างพิถีพิถันโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมโดยตรงที่ศูนย์ฝึกอบรมเฟอร์รารี่ในมาราเนลโล โดยใช้เครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัยที่สุด โดยบริการนี้มีให้สำหรับตัวแทนจำหน่ายเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการทั่วโลก
โปรแกรม Genuine Maintenance จะขยายขอบเขตของบริการหลังการขายของเฟอร์รารี่ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ต้องการรักษาประสิทธิภาพและความเป็นเลิศ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ทุกคันที่สร้างขึ้นจากโรงงานในมาราเนลโล ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำ

Ferrari Portofino M
ข้อมูลทางเทคนิค
เครื่องยนต์             
ประเภท                                  V8 - ทำมุม 90 องศา, เทอร์โบ
ความจุกระบอกสูบ                     3,855 ซีซี
กระบอกสูบ x ระยะชัก                86.5 มม. x 82 มม.
แรงม้าสูงสุด*                           456 กิโลวัตต์ (620 แรงม้า) ที่ 5,750 – 7,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด                            760 นิวตันเมตร ที่ 3,000-5,750 รอบ/นาที
รอบเครื่องยนต์สูงสุด                  7,500 รอบ/นาที
อัตราส่วนกำลังอัด                      9.45:1

น้ำหนักและมิติ      
ความยาว                                4,594 มม.
ความกว้าง                               1,938 มม. (2,020 มม. รวมกระจกมองข้าง)
ความสูง                                  1,318 มม.
ความยาวฐานล้อ                        2,670 มม.
ความกว้างฐานล้อหน้า                 1,633 มม.
ความกว้างฐานล้อหลัง                 1,635 มม.
น้ำหนักรวม**                           1,664 กก.
น้ำหนักรถเปล่า**                       1,545 กก.
น้ำหนักรถเปล่า/แรงม้า                2.49 กก./แรงม้า
ความจุห้องเก็บสัมภาระ                292 ลิตร
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง               80 ลิตร

ล้อและยาง
หน้า                                        245/35 ZR20; 8J x 20”
หลัง                                        285/35 ZR20; 10J x 20”

เบรก

หน้า                                         390 มม. x 34 มม.
หลัง                                         360 มม. x 32 มม.
เกียร์และระบบส่งกำลัง                8 จังหวะ F1 Dual-clutch
ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์           EPS, VDC, ABS con EBD, F1-TCS, E-Diff3, SSC 6.0, FDE, SCM-E Frs

สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด                          > 320 กม./ชม.
0-100 กม./ชม.                        3.45 วินาที
0-200 กม./ชม.                       9.8 วินาที

อัตราสิ้นเปลือง/ การปล่อยมลพิษ         

เป็นไปตามข้อบังคับ (WLTC cycle)
* ด้วยน้ำมันเบนซินออกเทน 98 RON
**พร้อมออปชั่น