เปิดบริสุทธิ์ TAYCAN 4S ขับทดสอบโดยลุงลาม นักทดสอบอิสระจากแดนลอดช่อง

Last updated: Sep 23, 2020  |  175 จำนวนผู้เข้าชม  |  Rear view mirror

เปิดบริสุทธิ์ TAYCAN 4S ขับทดสอบโดยลุงลาม นักทดสอบอิสระจากแดนลอดช่อง

Porsche เริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าต่อไปสู่โลกยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการส่ง Taycan สู่ตลาดเพื่อให้โลกได้รับรู้ว่าเมื่อ Porsche คิดจะทำรถไฟฟ้ามันต้องไม่ธรรมดา! แม้ว่าอาจมีประเด็นเล็กน้อยกับการตั้งชื่อที่โดนตั้งคำถามว่าชื่อ “Taycan Turbo” ทำไมต้องมีคำว่า “Turbo” ในเมื่อมันใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ? Porsche เคลียร์ทุกความสงสัยไว้ว่าคำว่า “Turbo” คือรุ่นใหญ่แรง เร็วที่สุดในรุ่นนั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 Porsche เผยรถยนต์ไฮเปอร์คาร์รุ่นเทพ 918 Spider รถยนต์ไฮเปอร์คาร์ขุมพลังไฮบริดออกสู่สายตาชาวโลก เหตุผลนะหรือ? เพราะในเวลานั้น Porsche มั่นใจว่าเทคโนโลยี Hybrid คือคำตอบที่ดีที่สุดของอนาคต (อย่างน้อยก็ดีพอสำหรับ ไฮเปอร์คาร์รุ่นต่อไป) แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่คิดหลังจากนั้นเพียง 5 ปี ต่อมาเมื่อ Tesla ตบหน้าด้วยการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นออกสู่ตลาด การที่ Porsche จะมัวนั่งรอให้เทคโนโลยีพัฒนาแบตเตอรี่ให้เจ๋งกว่านี้แล้วค่อยตามเกมส์นั้นดูเหมือนจะปล่อยให้คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Tesla มูฟออนแอนด์ออนไปไกลซะจนตามไม่ทันนะสิ! ดังนั้นปฏิบัติการสายฟ้าแลบจึงถูกอนุมัติจากโต๊ะบอร์ดบริหารเร่งพัฒนารถไฟฟ้าคันแรกของค่ายโดยใช้ชื่อว่า Taycan ออกสู่ตลาดทันที!

ไม่ผิดนักถ้าคุณมองว่ารูปทรงของ Taycan ดูคล้ายกับ Panamera เพราะมันเป็นความตั้งใจของค่ายที่ไม่ต้องการให้รถแต่ละรุ่นมีดีไซน์ที่แตกแยกมากเกินไปกับทุกคันในแบรนด์ และ Porsche ไม่ต้องการให้รถไฟฟ้าของพวกเขาดูน่ารักตะมุตะมิแบบค่ายอื่น ยกตัวอย่างเช่น BMW i3 หรือ Nissan Leaf Taycan ดูเฉียบในทุกองศามันมีความยาวพอๆกับ Panamera แต่แคบกว่า และเตี้ยกว่าพอสมควร แต่ขอโทษมันให้ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานต่ำกว่านะ เพียง 0.22 Cd เท่านั้น แปลว่าช่องดักอากาศแฟนซีต่างๆจะไม่จำเป็น


ปัญหาคาใจหลักๆคือเรื่องแบตเตอรี่ ทำไมนะเหรอ? ยังไงซะแบตเตอรี่มันมีน้ำหนักเยอะ ยิ่งอยากให้รถไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางพอๆกับรถ ICE (รถยนต์เครื่องสันดาป) ยิ่งต้องใช้แบตเยอะลูกใหญ่น้ำหนักก็จะยิ่งหนักหนาสาหัสเป็นเงาตามตัว! ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยุคปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตแบตให้ลูกเล็กน้ำหนักเบาแต่ให้พลังไฟได้มากไปกว่านี้ แต่การวางตำแหน่งแบตไว้ที่ใจกลางของตัวรถ (อยู่ระหว่างล้อหน้ากับล้อหลัง) ทำให้มีการกระจายน้ำหนักสมดุลการันตีได้ว่า Taycan จะมีแฮนดริ่งเฉียบไม่ทิ้งแถวรุ่นอื่นๆในตระกูล


 

ตัวเลขระยะทางที่กลุ่มลูกค้าพอใจสำหรับสมรรถนะของรถไฟฟ้าโดยเฉลี่ยจะอยู่ราวๆ 400 กม. บวกลบ ซึ่งมากเกินพอต่อการขับไปไหนมาไหนในแต่ละวัน สำหรับเข้า Taycan 4S คันที่ผมได้มาเทสสามารถทำระยะทางได้ 389 กม. ด้วยความจุแบตเตอรี่แบบมาตรฐานที่ 79.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง แต่หากใครชอบใช้เยอะอยากขับได้ไกลกว่าต้องจ่ายเพิ่มอัพเกรดแบตเป็น 93.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ไปเลย (อย่าลืมว่าแบตลูกโตยิ่งหนักกว่า) เพิ่มระยะทางเป็น 414 กม. แบตลูกนี้มีขนาดเท่ากับรุ่นเทพ Turbo และ Turbo S เลยนะ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Taycan ล้ำนำหน้ารถไฟฟ้าทุกๆค่ายคือรอบรับซูเปอร์ฟาสชาร์จระดับ 800 โวลต์ มากเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆในตลาด!


 Taycan 4S ถือเป็นชายกลางของครอบครัวเพราะในอนาคตจะมีรุ่นเล็กสุดคือ Taycan ธรรมดาออกสู่ตลาดตามมาภายหลังแต่กว่าจะออกมา ณ ตอนนี้ Taycan 4S ถือเป็นรุ่นเริ่มต้นราคาย่อมเยาที่สุดในตระกูล Taycan 4S ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสเป็กใกล้เคียงกับรุ่น Turbo และ Turbo S เฉพาะมอเตอร์ด้านหน้าเท่านั้น ส่วนมอเตอร์ด้านหลังจะมีขนาดเล็กกว่า แต่ถึงอย่างไร Taycan 4S ก็สามารถเบ่งกล้ามรีดฝูงม้าไฟฟ้าได้ถึง 525 hp แรงบิดมหาศาลถึง 640 Nm ที่มารอกระชากร่างตั้งแต่รอบเครื่องเท่ากับศูนย์? นั้นหมายถึงทันทีที่คุณกดคันเร่งมันพร้อมกระชากคุณหลังติดเบาะในทันที!

 รถคันที่ผมขับทดสอบถูกเสริมออฟชั่นใส่แบตลูกใหญ่ขึ้นดังนั้น แรงม้าขยับขึ้นเป็น 563 hp แต่เตือนไว้ก่อนนะว่า ถ้าคุณยิ่งเพิ่มออฟชั่นเวลาสั่งเยอะราคาจะยิ่งโหดแบบบ้าคลั่งเป็นเงาตามตัวมันอาจแพงพอๆกับกัดฟันไปเล่นตัว Turbo ได้ง่ายๆ และรู้ไว้ก่อนเลยว่าคุณไม่สามารถสั่งออฟชั่นอัพเกรดมอเตอร์ไฟฟ้าหลังให้มีสมรรถนะเท่ากับตัว Turbo หรือ Turbo S ได้นะ ถ้าอยากได้ความแรงระดับ 620 hp คุณควรกัดฟันจ่ายอีกหน่อยไปเล่นตัว Turbo เลยคุ้มกว่า

ใช้เกียร์อัตโนมัติ 2 สปีดที่ติดตั้งไว้ที่ท้ายมอเตอร์ไฟฟ้าตัวหลัง สมรรถนะตีนต้น 0-100 กม/ชม ทำได้ 4.0 วินาที ตีนปลายแตะ 250 กม/ชม ตัวเลขสมรรถนะนี้อาจดูว้าวเมื่อปีก่อนแต่วันนี้ผมมองว่าจะว้าวมันต้อง Turbo S เท่านั้นกับอัตราเร่งระดับรถซูเปอร์คาร์ 0-100 กม/ชม 2.8 วิ!

 

 เอาน่า 4 วิก็เร็วพอแล้วโดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องการเร่งแซงไปตามท้องถนน มันแซงได้เฉียบขาด เหลือเฟือ ขับง่ายเพียงควบคุมด้วยเท้าขวาเท่านั้นกดเป็นมา ถอนเป็นเบรกไปในตัวแถมจุดเด่นอีกเรื่องของมันคือ ระบบเบรกที่หนึบเอาอยู่สบายๆด้านจานเบรกแบบ PSCB ผิวจานเคลือบด้วย Ceramic Coating

 ยุคนี้เราได้เดินทางมาถึงยุคการขับขี่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูปแบบ คงต้องยอมทำใจโบกมือลาวันคืนอันหอมหวานที่ได้ความรู้สึกของพวงมาลัยไฮดรอลิกที่ให้ฟีดแบคที่สื่อผ่านความเป็นไปของผิวหน้ายางได้เหมือนก่อน เพราะยุคนี้รถทุกคันหันมาใช้พวงมาลัยไฟฟ้ากันหมดแล้วและแทบจะทำลายความรู้สึกนี้ออกไปจนหมดสิ้น แต่ถือเป็นกรณียกเว้นสำหรับแบรนด์ Porsche ที่เป็นเพียงไม่กี่ค่ายที่ทำพวงมาลัยไฟฟ้าที่ให้อารมณ์ใกล้เคียงกับพวงมาลัยไฮดรอลิกแบบที่แฟนๆชอบกัน ดังนั้นประสบการณ์ขับขี่หลังพวงมาลัย Taycan 4S นั้นมันยอดเยี่ยมเกือบจะสมบูรณ์แบบจนไม่มีอะไรให้ติเลย ทั้งพวงมาลัยและแชสซีมันส่งผ่านการบังคับควบคุมที่ยอดเยี่ยมมากให้ความมั่นใจในการบังคับควบคุมสูง ทำให้ไม่กลัวที่จะขับเร็ว มันสำคัญมากเพราะอนาคตรถไฟฟ้าสมรรถนะสูงล้วนมีม้าเกิน 600 ตัวขึ้นไปทั้งนั้น แต่ Porsche ให้อารมณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าออกไปเพราะความเก๋าในการเซ็ตพวงมาลัยไฟฟ้าที่แตกต่างจากทุกค่ายนั้นเอง

 คุณสามารถปรับแต่งโหมดการขับขี่ได้ง่ายๆด้วยลูกบิดที่ใช้นิ้วหมุนอยู่แถวๆก้านพวงมาลัยไล่ตั้งแต่โหมด Normal, Sport, Sport Plus และ Range Mode เริ่มต้นในโหมด Normal เหมาะกับขับไหลๆลื่นๆไปในเมือง มันเพลิดเพลินทั้งนุ่มทั้งเงียบ แต่เปี่ยมไปด้วยพลัง แต่ถ้าหากอยากสนุกขึ้นมาอีกนิดหมุนไปที่โหมด Sport เลยมันจะสั่งให้เกียร์ไม่ขึ้นสูงเร็วไป เพื่อสร้างอัตราเร่งให้สะใจทุกครั้งเมื่อกดคันเร่ง แถมปรับให้พวงมาลัยตึงมือขึ้น ช่วงล่างแข็งขึ้นอีกนิด ไว้มุดได้มั่นใจมากขึ้นส่วน Sport Plus เหมาะมากเวลาอยากมันส์หรืออารมณ์บ่จอย แต่เตือนไว้เลยว่าถ้าอารมณ์ไม่มาอย่าเล่นโหมดนี้ เพราะจะรู้สึกว่ามันโหดไปช่วงล่างแข็งเกิน

 

 ตบท้ายด้วยโหมด Range ที่จะคอยชาร์จไฟเข้ากลับแบตเพื่อให้ระยะทางไปได้ไกลกว่า สามารถตั้งค่าได้ว่าให้ท็อปสปีดลดลงเหลือ 90-140 กม/ชม เพื่อประหยัดพลังงานหรือในกรณีฉุกเฉินแบบว่าแบตใกล้หมดเต็มที่ โหมดนี้จะสั่งการให้มอเตอร์ไฟฟ้าหน้าทำงานลำพัง หยุดการทำงานมอเตอร์หลัง สั่งปิดครีบบังคับลมทั้งหมดเพื่อลดแรงเสียดทานสูงสุด สั่งระบบแอร์ ไฟหน้า และระบบช่วงล่างอิเล็กทรอนิกส์ให้ลดการทำงานมากที่สุดเพื่อรักษาไฟฟ้าในแบต

ส่วนตัวผมชอบโหมด Normal มากที่สุดช่วงล่างให้ความรู้สึกกำลังดีขับสบายกว่าในโหมด Sport น้ำหนักพวงมาลัยเบากว่าแต่ยังคงบังคับทิศทางได้แม่นยำ และสื่อสารผ่านมือมากได้ดี แต่ขับสบายกว่าไม่ต้องออกแรงเยอะ หรือพูดง่ายๆขับในโหมด Normal ทำให้ผมรู้สึกว่ารถไม่หนักเลย ไปได้พริ้วแม้ตัวรถจะมีน้ำหนักปาเข้าไป 2,220 กก. (ใส่แบตลูกใหญ่ Performance Battery Pack) ในขณะที่ Taycan 4S รุ่นพื้นฐานจะเบากว่าที่ 2,140 กก. สิ่งที่แปลกใจผมคือยางที่ใส่ติดรถมาใช้ Michelin PS4 ซึ่งเป็นยาง N-Spec ไม่ใช่ยางเทพที่เกาะกว่าอย่าง PS 4S แต่มันยังให้การยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยมให้แฮนดริ่งเฉียบคมบาล้านซ์ยอดเยี่ยม ให้การยึดเกาะสูงสุดเท่าที่มันจะให้ได้อย่างน่าประทับใจ อาการหน้าดื้อโค้งมีน้อยและง่ายต่อการจับอาการ สะใจทุกครั้งที่กระทืบคันเร่งส่งออกโค้งผมรับรู้ว่าช่วงล่างและยางพยายามทำหน้าที่ของมันให้ดีที่สุดเพื่อให้รถพุงออกจากโค้งได้รวดเร็ว รุนแรง สะใจอย่างที่สุด

 ระหว่างขับทดสอบที่หลายครั้งที่ผมอยากให้เจอไฟแดงบ่อยๆ เพื่อจะได้ออก Launch Control 555 มันฟังดูเหมือนเด็กวัยรุ่นเกรียนๆ แต่รู้มั้ยการกดคันเร่งออกจากจุดหยุดนิ่งมันมันส์สะใจเป็นบ้า! คุณจะเสพติดแบบผมมันพุ่งเหมือนจรวด ทำได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไร้เสียง ผมได้แต่มองเห็นรถคันอื่นถูกทิ้งกับฝุ่นอยู่หลังกระจกมองหลัง 555 มันส์ใช่มั้ยล่ะ! รถมันดึงยาวทีเดียวและอยู่อย่างนั้นตราบจนคุณยกคันเร่ง ไม่เหมือนประสบการณ์ที่ได้จากรถเครื่องสันดาปสมรรถนะสูง (ICE) ที่จะดึงคุณตามรอบเครื่องในแต่ละเกียร์จะดึงซ้ำๆจนสู่รอบสูง Taycan 4S ได้ เปรียบว่า Panamera เพราะหน้ารถแคบกว่าทำให้มุดง่ายคล่องตัว ไปได้พลิ้วมั่นใจสูงกว่าเวลาลัดเลาะไปตามถนนแคบๆ และต้องยกเครดิตให้กับระบบเลี้ยวล้อหลัง Rear Wheel Steering ที่ถูกติดตั้งมาในคันนี้ด้วย

สิ่งสำคัญที่รถยนต์ไฟฟ้า EV โดดเด่นกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ICE ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติหรือแม้แต่เกียร์คลัทช์คู่คือการส่งกำลังที่ฉับพลันกดแล้วพุ่งไปข้างหน้าทันทีให้แรงบิดสูงสุดมหาศาลมาตั้งแต่รอบศูนย์ ไม่มีรอรอบเกินขึ้นอีกต่อไป แต่น่าเสียดายที่เราต้องคิดถึงเสียงดูดไอดีโหดๆและเสียงแผดคำรามของท่อไอเสียที่จะไม่มีวันกลับมา...

แต่อัตราเร่งแบบฉับพลันนี้มันไม่ได้พิเศษหรือมีแต่รถไฟฟ้าของ Porsche เท่านั้นที่ทำได้ไม่ว่าผู้ผลิตรถไฟฟ้าแบรนด์อะไรก็ตามหากใช้แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงก็ให้ประสบการณ์เหยียบพุ่งๆแบบนี้ได้เหมือนๆกัน! ฉะนั้น Porsche ต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อที่จะพัฒนารถไฟฟ้าของพวกเขาให้มีเอกลักษณ์ที่ให้อารมณ์ร่วมที่เราๆเคยได้จากเครื่องยนต์สันดาปแรงๆ เสียงดูดอากาศจากท่อร่วมไอดีหวานๆ เสียงจากท่อไอเสียที่แผดก้องคำรามอยู่หลังหู แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์เวลาไต่สู่รอบเครื่องสูงๆ เป็นต้น

 
Taycan 4S รถไฟฟ้ารุ่นพื้นฐานคันแรกจาก Porsche สำหรับผมแล้วมันคือรถไฟฟ้าที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์การขับขี่แบบรถสปอร์ตชั้นดีในสไตล์ที่เป็นแบบฉบับของรถยนต์ Porsche อย่างแท้จริง


Specification
Engine : Two AC Permanent magnet synchronous motors
Transmission : 2-Speed gearbox in the rear
Power : 563 hp (with optional Performance Battery Plus)
Torque : 650 Nm
0-100 km/h : 4.0 seconds
Top speed : 250 km/h
Range : 386-414 km


เรื่อง Andre Lam
แปลเรียบเรียง LINK
ภาพ Porsche Press