ทดสอบครั้งแรกกับ Mclaren GT

Last updated: Apr 15, 2020  |  627 จำนวนผู้เข้าชม  |  Rear view mirror FOC DRIVE

ทดสอบครั้งแรกกับ Mclaren GT

McLaren GT
เรื่อง  : Andre Lam
แปลและเรียบเรียง : LINK
ภาพ :  Patrick Gosling

           
               ในตลาดกลุ่มไฮเอ็นด์แบรนด์ McLaren อาจยังดูเหมือนเด็กใหม่เมื่อต้องต่อกรกับแบรนด์มหาอำนาจอีกหลากหลายแบรนด์จากอิตาลีและเยอรมณี แต่ล่าสุด McLaren ได้เปิดผ้าคลุม McLaren GT ซูเปอร์คาร์สไตล์จีทีที่สามารถขับขี่ได้ทุกวัน ใส่ถุงกอล์ฟได้ใช้งานได้สะดวกสบาย ขับขี่ทางไกลได้ฉลุยมาเติมเต็มสมาชิกในครอบครัวให้ครอบคลุมทุกเซกเมนท์



 

มันถูกพัฒนาขึ้นจากรากฐานเดียวกันทุกซีรี่ส์ของค่ายที่มีแผนระยะยาวในการพัฒนารถหลากหลายรุ่นออกทำตลาดในอีก 10 ปีต่อจากนี้ ส่วนตัวผมมองว่า GT นั้นถูกออกแบบมาเชื่อมโยงสายสัมพันธ์กับทุกรุ่นได้อย่างคมคาย มันดูสวยสง่างาม ดูเซ็กซี่ในทุกมุมมองและดูเป็น McLaren อย่างไม่ต้องสงสัย ดูเผินๆมันมีส่วนคล้าย 600 LT

 

หัวใจหลักของ GT คือแชสซีส์ที่ถูกพัฒนามาอย่างชาญฉลาดเป็น Carbon fibre tub แบบ Monocell 2-T ที่มีน้ำหนักเบาแต่แกร่งดุจเพชร มันเป็นแชสซีส์ที่พัฒนาต่อจาก Monocell 2 ของ 720S นั่นเอง อักษร “T” หมายถึง Touring ที่ถูกออกแบบใหม่ปรับปรุงพื้นที่เก็บสัมภาระที่อยู่บนฝาปิดห้องเครื่องที่สามารถจุสัมภาระได้ 420 ลิตร แต่บอกไว้ก่อนนะว่าพื้นที่เก็บของบริเวณนี้ยังไงมันก็ร้อน (อุ่นๆพอรับได้) แม้ว่ามันจะใช้ฉนวนกันความร้อนไว้แล้วก็ตาม แต่เศรษฐีที่หวังไว้ว่าจะซื้อมันขับไว้ไปตีกอล์ฟรู้ไว้ก่อนนะว่ามันไม่สามารถขนถุงไม้กอล์ฟขนาด Full set ได้หรอกนะ! มันมีพื้นที่พอสำหรับถุงไม้กอล์ฟขนาดกลางลงไปเท่านั้น เอาน่าถึงยังไง GT ก็ลุกเข้า-ออก รถได้สะดวกสบายกว่าเคยต้องยกความดีให้แชสซีส์ Monocell 2 ที่ออกแบบคานอ่างด้านข้างลาดลงทำให้เข้า-ออกได้ง่าย ด้านความหรูหราของการออกแบบตกแต่งภายในห้องโดยสารถือเป็นกุญแจสำคัญของ GT นับเป็น McLaren คันแรกจากโรงงานที่พิถีพิถันเลือกใช้วัสดุหุ้มด้วยหนังแท้เกรด Nappa ทั่วทุกตารางนิ้ว เบาะ Bucket seat ที่นั่งได้โอบกระชับแถมนั่งสบายขับนานๆไม่เมื่อยล้า ที่สำคัญได้ชุดเครื่องเสียง Bowers&Wilkins มาให้ด้วย

               
ส่วนเรื่องการเซ็ตอัพช่วงล่างให้นุ่มนวลนั่งสบายขึ้น GT ทำได้น่าทึ่งอย่างมากมันนุ่มนวล ขับได้สบายซึ่งขัดกับลักษณะของตัวรถที่เป็นสปอร์ตจีทีที่เตี้ยกว่าจีทีปกติ สูตรลับคือการใช้การเซ็ตอัพช่วงล่างแบบ Cross-link คือการวางช็อคอัพแนวขวางที่เป็นเอกลักษณ์มาช้านานตั้งแต่รุ่น MP4-12C ทำให้ลดอาการโคลงตัวขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องใช้สปริงค์ที่มีค่า K แข็งขึ้น หรือใช้เหล็กกันโคลงขนาดใหญ่ช่วย ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้จะบั่นทอนการขับขี่ที่นุ่มนวลทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย การเซ็ตอัพช่วงล่างในลักษณะนี้จะมีให้เห็นอยู่ในรุ่น 720 S ด้วยเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากรุ่น 570 GT ที่เซ็ตอัพช่วงล่างแบบรถยนต์สมรรถณะสูงทั่วไปที่ชุดช็อคอัพ-สปริงค์ วางตัวอยู่เหนือระบบกันสะเทือน นอกจากนี้วิศวกรได้ปรับแต่งโปรแกรมอันสลับซับซ้อนให้เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่แบบ SSG dual-clutch 7 สปีดของ Mclaren ให้เลียนแบบการปรับเปลี่ยนเกียร์ได้สมูทลื่นไหลผิดวิสัยจริตของเกียร์คลัทช์คู่ได้ เมื่อเกียร์เปลี่ยนได้สมูทนุ่มนวลราบรื่นมันเลยเข้ากันได้ดีกับช่วงล่างที่ให้ความนุ่มนวลแบบเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยละ  ถือได้ว่า GT เป็นรถสปอร์ตจีทีคันแรกของค่ายที่ถูกเซ็ตมาให้ขับขี่ที่เป็นความสมูทนุ่มนวลบนความแรงที่แฝงไว้ เพราะทุกครั้งที่สตาร์ทรถใหม่ระบบจะถูกเซ็ตกลับมาที่โหมด Comfort ทุกครั้ง


       
แต่เห็นว่าเป็นหนุ่มสุขุมดูสุภาพแบบนี้ บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่นๆนะ มันยังคงร้อนแรงมีฝีเท้าจัดจ้านไม้แพ้ทุกรุ่นในตระกูล อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 3.2 วินาที ด้วยการออกตัวแบบ Launch Control และใช้เวลาเพียง 9 วินาทีถึง 200 กม./ชม. ตีนปลายไปสุดที่ 326 กม./ชม. เลยทีเดียว! แม้ว่าจะยังดูช้ากว่า 600 LT แต่เดี๋ยวๆมันคือรถ GT คันใหญ่แบกน้ำหนักเยอะนั่งสบายกว่าที่เร็วโคตรๆแล้วละคุณ ! แต่จะว่าไปแล้วเห็นคันใหญ่ๆแบบนี้เจ้า GT มีน้ำหนักตัวแค่ 1,530 กก. เท่านั้นนะ! น้ำหนักมากกว่า 600 LT (1,356 กก.) อยู่ 174 กก. แต่ขอโทษสมรรถนะไม่ถือว่าถูกทิ้งห่างแต่อย่างใดเลย



     
620 แรงม้าจากขุมพลังบล็อกเดียวที่ใช้กันทั้งตระกูล V8 4.0 ลิตร Twin-Turbocharged ที่ทั้งแรง ทำงานได้สมูทดุจรถครอบครัวนั่งสบาย 4 ประตู โดยเฉพาะตอนอยู่ที่โหมด Comfort คุณจะประหลาดใจกับการทำงานของเครื่องยนต์ที่เงียบราบลื่น มีเพียงเสียงฮัมครางเบาๆของเครื่องยนต์เท่านั้น


 Andre Lam (คอนทริบิวเตอร์กิตติมศักดิ์ของ FOC ติดตามบทความรีวิวซูเปอร์คาร์และเอ็กโซติคคาร์ รุ่นเทพๆจากเค้าได้อีกที่ WWW.FOCDIGITAL.COM)
 
ส่วนตัวผมแนะนำให้ปรับช่วงล่างและ เกียร์ให้อยู่ในโหมด Comfort ทั้งคู่แต่ต้องเปลี่ยนเกียร์เองนะอย่าใช้โหมดออโต้เวลาขับใช้ในเมืองที่รถติด เพราะถ้าให้เกียร์ออโต้เปลี่ยนเกียร์เองมันจะเข้าเกียร์ผิดบ่อยไม่ฉลาดเท่าที่ควรและจะบั่นทอนความสมูทลงไป

อารมณ์ตอนกระดกแป้นเกียร์ Paddle Shift เองมันให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากเกียร์เปลี่ยนได้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ทันทีที่คุณออกแรงที่ปลายนิ้ว มันเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็ว แม่นยำ หากขับไปตามเส้นทางนอกเมืองที่มีถนนโล่งๆให้ซิ่งได้แนะนำโหมด Sport หรือ Track ไปเลยส่วนช่วงล่างเมื่อลองเช็ตในโหมด Sport จะกระด้างขึ้นเล็กน้อยแต่ให้ความหนึบแน่นสูงขั้นเวลาโยนเข้าโค้งหนักๆได้ยอดเยี่ยมขึ้น แต่ถึงอย่างไงผมก็ชอบเซ็ตช่วงล่างให้อยู่ในโหมด Comfort มากอยู่ดีเพราะมันให้ความมั่นใจได้ไม่แพ้กันเวลาผมโยนเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงก็ตาม แต่มันให้ความนุ่มนวล นั่งสบายกว่ามาก เวลาขับใช้ในเมืองหรือช่วงถนนชนบทที่ผิวไม่ราบเรียบนัก

 
แม้ว่าซูเปอร์คาร์ยุคใหม่จากหลากหลายค่ายนิยมหันมาใช้พวงมาลัยไฟฟ้ากันหมดแล้วแต่เป็นที่รู้กันในหมู่คนรักการขับขี่ว่า มันไม่มีทางให้ฟีดแบคได้ละเอียดอ่อนเหมือนพวงมาลัยแบบไฮดรอลิกได้ต้องขอบคุณ McLaren ที่ยังไม่ยอมหันไปใช้พวงมาลัยไฟฟ้าเหมือนใครเขา แต่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาพวงมาลัยไฮดรอลิกแบบดั่งเดิม แต่พัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าไว้ช่วยปั๊มไฮดรอลิกแทน และสิ่งนี้เองที่ทำให้รถ McLaren แตกต่างจากค่ายอื่น มันยังให้อารมณ์ฟีคแบคกับนักขับเต็มร้อยไม่เปลี่ยนแปลง คนขับต้องใช้แรงบังคับควบคุมพวงมาลัยมากกว่าพวงมาลัยไฟฟ้า และสิ่งนี้เองที่ทำให้ GT ให้อารมณ์การบังคับควบคุมที่ยอดเยี่ยม ให้สัมผัสที่ตอบกลับมาแบบยุคอนาล็อกมากๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากในยุคพวงมาลัยไฟฟ้าครองโลกยุคนี้

 
อีกอย่างที่ผมอยากกล่าวคุณต้องใช้แรงเท้าเหยียบแป้นเบรกหนักๆเพื่อควบคุมให้รถหยุด รถจะหยุดเร็วหยุดช้าอยู่ที่น้ำหนักเท้าของคุณ มันเป็นรถที่ให้อารมณ์แบบรถแข่งแอบแฝงอย่างแท้จริงหลายคนอาจไม่ชอบ แต่ส่วนตัวผมมองว่าต้องใช้น้ำหนักเท้าเหยียบเบรกหนักนั้น เป็นเรื่องที่ดีมากๆเพราะคุณจะสามารถคอนโทรลเบรกให้สมูทได้โดยไม่ต้องเกร็งเท้าเพื่อหาจุดบาล้านซ์แบบรถสมัยใหม่ที่ใช้ Brake Servo ที่ทุ่นแรง เพราะมันจะหาจุดบาล้านซ์ยาก ส่วนใหญ่จะเบรกแล้วหัวทิ่มหัวคะมำ เอางี้ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบรถจีทีที่ห้องโดยสารเงียบกริบ ตกแต่งภายในภายนอกอย่างหรูหราเว่อร์วัง ชอบรถขับง่ายสะดวกสบายประมาณใช้นิ้วกดปุ่มละก็ McLaren GT ไม่ใช่รถสำหรับคุณแน่นอน แต่มันเป็นสปอร์ตจีทีที่ถูกสร้างมาเพื่อนักขับที่หลงใหลอารมณ์การขับขี่แบบรถจีทีแท้ๆที่ยังไม่ทิ้ง DNA ของแบรนด์ที่มุ่งเน้นสร้างสรรค์รถแห่งนักขับ แม้ว่าจะต้องใส่ความสะดวกสบายและประโยชน์ใช้สอยลงไปก็ตาม McLaren GT อาจไม่ได้เป็นสปอร์ตจีทีที่สมบูรณ์แบบแต่อย่างน้อยมันเป็น McLaren ตั้งแต่หัวจรดท้ายในแบบฉบับของมันเองอย่างแท้จริง