Aventador SV-J กระทิงเปลี่ยวโลกต้องจํา!

Last updated: Nov 4, 2019  |  3722 จำนวนผู้เข้าชม  |  FOC DRIVE

Aventador SV-J กระทิงเปลี่ยวโลกต้องจํา!

เรื่อง : Andre Lam in Estoril, Spain

แปลและเรียบเรียง  : Link, Siraphassorn W.

ภาพ : 
Wolfango Sparcelli, Ingo Barenschee, Tom Salt, Charlie Mcgee

 

คงไม่เป็นความลับอีกต่อไป ว่าอีกไม่นาน Lamborghini Aventador ต้องอำลาสายพานผลิต แต่ก่อนจะไป มันขอจารึกชื่อไว้ให้ซูเปอร์คาร์รุ่นหลังต้องจดจำ เพราะมันสามารถทําเวลาขึ้นอันดับ 1 บนตารางที่สนาม "นอร์ดชไลฟ์" ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา! Aventador SV-J ได้ทำลายสถิติด้วยเวลา 6 นาที 44.9 วินาที กระชากแชมป์จาก Porche 911 GT2 RS ราชันกบแห่งสตุ๊ดการ์ดที่เคยทำเวลาได้เร็วที่สุดที่สนามแห่งนี้ และมันยังเร็วกว่ารุ่นก่อนอย่าง Aventador SV เกือบ 15 วินาทีอีกด้วย!

ชื่อเต็มของมันอย่างเป็นทางการ คือ Aventador Superveloce-Jota หรือเรียกสั้นๆว่า "SV-J" ชื่อนี้ได้มาจากบรรพบุรุษของมัน Lamborghini Miura Jota ในปี 1970 หลังจากขับทดสอบเพียงครั้งเดียวทําให้ Bob Wallace นักทดสอบมือฉมังอยากเอาลงแข่ง แต่ Ferruccio Lamborghini ไม่อนุญาตให้ไปไกลกว่านั้น เพราะ Ferruccio ไม่เชื่อในปรัชญาเดียวกับ Ferrari ที่ผลิตรถสนามเพื่อใช้บนถนน 

แม้ว่า Jota คันแรกถูกพัฒนาขึ้นมาจาก Miura รุ่นมาตราฐาน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากลูกค้า VIP ที่ยอมจ่ายพิเศษเพื่อให้สร้าง Lamborghini ที่มีน้ำหนักเบาลง 400 กิโลกรัม ด้วยกรรมวิธีปรับเปลี่ยนสเปคตามโรงงานแบบเดียวกับ Miura SV และนั่นถือเป็นจุดกำเนิด SV-J คันแรกบนโลก ส่วนคำว่า "Jota" นั้นมาจากภาษาสเปน โดยใช้อักษรย่อเป็นตัว "J" ที่อิงความหมายกับภาคผนวก "J" ตามข้อบัญญัติกฎเกณฑ์ที่ร่างขึ้นโดย FIA ว่าด้วย "เรื่ิองการปกครองรถยนต์บนท้องถนน" คงตั้งใจสื่อความหมายว่า SV-J คือเจ้าแห่งท้องถนนนั่นเอง

 


SV-J ยังได้รับมรดกตกทอดจากน้องชายร่วมสายเลือด Huracan Performante กับเทคโนโลยี Active Aerodynamic ขั้นสูงแห่งยุค ALA (Aerodinamica Lamborghini Attiva) ที่ถูกพัฒนาก้าวข้ามไปอีกขั้นในเวอร์ชั่น ALA 2.0 ผลลัพธ์ที่กระจ่างชัดคือตัวเลขสถิติที่มันทําได้ที่สนามเนือร์บูร์กริง นอร์ดชไลฟ์ ขับโดย Marco Mapelli  SV-J มี downforce สูงขึ้น 40% เมื่อเทียบกับ SV โดยสามารถสร้างแรงกดได้สูงถึง 350 กิโลกรัมที่ความเร็ว 300 กม./ชม. สิ่งที่ทําให้ระบบ ALA ทำงานได้ยอดเยี่ยมนั้น ไม่ได้เพียงแค่พึ่งปีกหลังที่สามารถปรับองศาความชันเพื่อสร้างแรงกดอากาศให้รถวิ่งได้อย่างมั่นคงและเกาะหนึบเท่านั้น แต่ระบบยังสามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศเพื่อเพิ่มหรือลดแรงกดอากาศตามจุดต่างๆของตัวรถ ยกตัวอย่างเช่น บนความเร็วสูงระบบจะบังคับให้อากาศไหลเวียนเข้าสู่ปล่องทางเดินอากาศที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ปีกหลังแล้วไหลออกไม่ให้ไปกดที่วิงหลัง เพื่อลดแรงกดอากาศลง 20% และมันยังลดแรงเสียดทาน ซึ่งเป็นผลดีเพราะจะทําให้รถลู่ลม เหมาะสําหรับทําความเร็วสูง

 



ส่วนด้านหน้ากันชนถูกออกแบบให้มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่สองฝั่งซ้ายขวา และมีลิ้นที่ชายล่างกันชนที่ช่วยให้เกิดแรงกดอากาศปริมาณมากที่ด้านหน้ารถ ระบบ ALA ที่อยู่ภายในประกอบไปด้วยแผ่นครีบบางๆหนึ่งคู่ทําหน้าที่คอยปิดไม่ให้อากาศเข้าเพื่อสร้างแรงกดที่ด้านหน้า เพื่อให้รถเข้าโค้งได้มั่นคงเลี้ยวได้ตามสั่ง และเปิดเพื่อลดแรงกดอากาศ อากาศจะไหลเข้าสู่ใต้ท้องรถแทน และถูกลําเรียงให้ไหลออกอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้รถลู่ลมขึ้น เหมาะสําหรับเวลาเน้นขับทําท็อปสปีดนั่นเอง

นอกจากนี้ระบบ ALA ยังทำอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเหลือเชื่อนั่นคือ มันสามารถสร้างแรงกดที่ท้ายรถด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระเวลาเข้าโค้งเพื่อช่วยให้รถเข้าโค้งได้เกาะหนึบ สิ่งที่มันทำคือลดแรงกดอากาศที่ล้อนอกโค้ง และคอยเพิ่มแรงกดอากาศให้ล้อที่อยู่ในโค้งมากขึ้นในขณะเข้าโค้ง เพื่อทำให้รถจิกไปตามโค้งราวกับวิ่งอยู่บนราง หรือพูดง่ายๆคือเข้าโค้งด้วยแรงยึดเกาะที่สูงมากๆ

 



จะว่าไปแล้ว เทคโนโลยี Active Aerodynamic มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ SV-J ขับได้เร็วในทุกโค้ง แต่ควรยกคุณงามความดีให้กับน้ำหนักที่เบาลงของมัน และพละกำลังที่เพิ่มขี้นด้วย  ในเรื่องของน้ำหนักที่เบาลง วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์หลายส่วนได้ถูกนำมาใช้ตามส่วนต่างๆอาทิ ฝากระโปรงห้องเครื่อง ล้อแม็กน้ำหนักเบา และอื่นๆ ทำให้น้ำหนักรวมเหลือเพียง 1,525 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถือว่าโคตรเจ๋งแล้วสำหรับรถยนต์คูเป้ขนาดใหญ่ ด้านพละกำลังเครื่องยนต์แรงขึ้นอีก 70 แรงม้า จากเครื่องยนต์บล็อกเดิมแบบ V12 ความจุ 6.5 ลิตรแรงเพิ่มขึ้น 10% สูตรลับมาจากการปรับแต่งองศาแคมชาร์ฟให้สูงขึ้น และใช้วัสดุที่ทนทานกว่าเดิม เพื่อทำให้วาล์วเปิดได้นานขึ้น จึงต้องผลิตด้วยวัสดุไทเทเนียมขึ้นมาแทนที่เหล็กแบบรุ่นก่อน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความทนทานที่ต้องทนภาระทำงานในรอบเครื่องสูงๆตลอดเวลา จำเป็นต้องลดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นภายใน ระหว่างลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยงด้วยกรรมวิธีที่เก็บเป็นความลับ ส่วนท่อไอเสียถูกปรับแต่งใหม่หมด ให้มีน้ำหนักเบาลงและลดแรงดันย้อนกลับ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ เพราะเพียงแค่ขจัดส่วนประกอบภายในบางอย่างที่ไม่จำเป็น เช่นพวกวัสดุกรองเสียง หันมาใช้ Cat นํ้าหนักเบาแทนที่ ทําให้ผลลัพธ์ที่ได้ยอดเยี่ยมเกินบรรยายเสียงท่อไอเสียมันลั่นแผดคํารามสนั่นก้องที่สนาม Estoril ชวนให้นึกถึงคืนวันดีๆสมัยที่รถแข่ง Formula One ยังใช้เครื่อง V12 หรือ V10 เลยทีเดียวหละ

 



ส่วนระบบส่งกำลังนั้นยังคงใช้เกียร์ ISR (Independent Shift Rail) เป็นระบบเกียร์ automated manual ที่สามารถรองรับแรงบิดมหาศาลจากเครื่องยนต์ V12 ได้สบายๆ บวกกับคาแรคเตอร์เวลาเปลี่ยนเกียร์แบบกระแทกกระทั้นถูกใจชาวฮาร์ดคอร์ยิ่งนัก จะว่าไปก็เหมาะสมดีที่จับคู่กับ SV-J ส่วนเพลากลางที่คอยทำหน้าที่แบ่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อหน้าและล้อหลัง ยังคงใช้เพลากลาง Hadex IV เช่นเดียวกับรุ่น SV แต่ถูกปรับจูนให้เพิ่มแรงขับเคลื่อนส่งไปยังเพลาหลังอีก 3% เป็นเพราะว่าต้องการเพิ่มการยึดเกาะถนนที่มากกว่า และยังมีระบบ Torque vectoring ที่คอยเข้ามาช่วยเหลือในระหว่างเบรกในโค้งอีกด้วย

 


มาดูเรื่องช่วงล่างกันบ้าง แม้มันจะใช้ตัวสปริงเดียวกับ SV แต่ได้เหล็กกันโครงด้านหลังที่แข็งขึ้น 50% และช็อคอัพแปรผันความหนืดอัตโนมัติที่ถูกเซ็ตให้หนึบขึ้นอีก 15%  นอกจากนี้ตัวการสำคัญที่มีส่วนทำให้ SV-J เป็นเจ้าแห่งความเร็วที่สนามเนือร์บูร์กริง คือยาง Pirelli Trofeo R ที่เสนอเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า (ต้องจ่ายเพิ่ม) แต่เท่าที่ผมลองขับมันที่สนาม Estoril กับยางสแตนดาร์ด P-Zero Corsa ตัวใหม่ ที่เป็นยางมาตราฐานติดมากับรถ ก็ขับได้น่าประทับใจแล้ว  ไม่จบเพียงเท่านั้น SV-J ยังมาพร้อมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อที่เรารู้จักกันดี แต่มาคราวนี้มันล้ำนำหน้าไปไกลกว่าระบบเลี้ยว 4 ล้อที่ใช้อยู่ใน Aventador S และ SV เพราะไม่เพียงแค่เลี้ยวในทิศตรงข้ามที่ความเร็วต่ำ และเลี้ยวไปในทิศทางเดียวกันบนความเร็วสูงเท่านั้น มันยังสามารถแบะล้อได้ในขณะเบรก (toe-in) และยังสามารถทำได้อย่างอิสระในแต่ละล้ออีกด้วย! เพื่ออำนวยให้รถเข้าโค้งได้เป็นกลาง ตั้งแต่เริ่มเลี้ยว อยู่กลางโค้ง และออกจากโค้งได้อย่างอัศจรรย์

 


ระบบตัวช่วยทั้งหลายแหล่ที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลในข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ ALA 2.0, ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ, ระบบกันสะเทือนแบบ MagnaRide, ระบบเลี้ยว 4 ล้อ, ระบบเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ล้วนแต่ถูกควบคุมด้วยกล่องสมองกลรวม LDVA 2.0 (Lamborghini Dinamica Veicolo Attiva) ระบบมันทำงานซับซ้อนมาก แต่เอาให้ง่ายและคนทั่วไปเข้าใจ มันถูกเขียนโปรแกรมสำเร็จรูปมาให้ใช้ทั้งหมด 3 โหมด Strada, Sport และ Corsa

โหมด Strada - เหมาะมากกับการใช้ขับขี่ในเมือง ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ขับบนสนามแข่ง

โหมด Sport - เป็นโหมดที่ขับได้เร้าใจและสนุกที่สุด เพราะวิศวกรจูนให้ตัวช่วยอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยช้าลง เลยทำให้รถมีอาการหน้าดื้อ หรือท้ายกวาดให้พอแก้สนุกมือ แถมยังสามารถส่งแรงบิดไปที่ล้อหลังมากกว่า ทำให้มันมีพฤติกรรมเหมือนรถขับเคลื่อนล้อหลังได้อีกด้วย

 


โหมด Corsa - เป็นโหมดที่ดีที่สุด สำหรับการลงไปไล่ล่าทำเวลาต่อรอบในสนามแข่ง และในโหมดนี้ระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติจะไม่ทำงาน ซึ่งแปลว่าคนขับจะต้องเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเองเท่านั้น

ผมได้มีโอกาสไปขับมันที่สนาม Estoril 12 รอบ แต่โชคไม่ค่อยดีนัก เพราะพื้นผิวสนามพึ่งถูกปรับปรุงใหม่ ทำให้พื้นสนามไม่ค่อยเกาะเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับพื้นสนามเดิม และคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะทำให้รอยยางจากรถที่มาวิ่งฝากรอยไว้บนพื้นสนาม เพื่อสร้างแรงยึดเกาะให้เวลาขับเข้าโค้งหนักๆ

 



ถึงอย่างไรก็ตาม แทนที่จะคอยกังวล ผมหันมาสนุกพร้อมกับขับมันไปด้วยความมั่นใจดีกว่า และผมยังสามารถขับมันได้แบบสุดลิมิต ในทุกโหมดการขับขี่บนสนามแห่งนี้ ยกเว้นโหมด Strada เพราะผมไม่ได้เลือกใช้มัน

 



ในโหมด Sport มันชัดเจนอยู่แล้วว่าในโหมดนี้ ต้องควบคุมคันเร่งให้ละเอียด อย่างที่บอกไว้ วิศวกร Lamborghini ตั้งใจจูนให้มันขับสนุก ดังนั้นการขับให้เร็ว และการทำเวลาต่อรอบไม่ใช่ประเด็นสำคัญสําหรับโหมดนี้ คุณควรหันมาสนุกกับการปราบพยศเจ้ากระทิงเปลี่ยวคันนี้ด้วยเท้าขวาที่ต้องคอยควบคุมน้ำหนักคันเร่งต่างหาก

 


ในโหมด Corsa อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ มันเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำเวลา ดังนั้นตัวช่วยอิเล็กทรอนิกส์จึงเข้ามายุ่งยาก ลดความสนุกที่จะเล่นกับมัน และมุ่งไปว่า ทำยังไงก็ได้ให้รถทำเวลาได้ดีที่สุด แม้ว่ามันอาจจะน่าเบื่อไปนิด แต่ SV-J ยังคงพุ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เลี้ยวได้อย่างแม่นยำมากกว่าจะสไลด์ไปตามโค้งอย่างบ้าคลั่ง การที่จะขับ SV-J เข้าโค้งให้สุดลิมิต ไม่เพียงแค่คุณต้องใช้ประสาทสัมผัสรับรู้และสื่อสารกับพวงมาลัยเท่านั้น คุณยังต้องเก่งที่จะควบคุมคันเร่งให้เป็น ถือเป็นสิ่งสําคัญมาก ด้วยการยกคันเร่งแผ่วๆในกลางโค้ง จะทำให้รถเลี้ยวไปตามโค้งได้ง่ายกว่าการที่คุณควบคุมด้วยพวงมาลัยเพียงอย่างเดียว แต่กว่าที่จะทำแบบนั้นได้ผมต้องฝึกหลายรอบอยู่เหมือนกัน และขอแนะนำว่าให้ฝึกในสนามนะ ไม่ใช่บนถนน! เมื่อคุณฝึกจนคล่อง และกล้าที่จะเข้าโค้งด้วยการควบคุมคันเร่งคุณจะยิ้มแก้มปริ ความมันส์จะทำให้คุณไม่อยากหยุดขับ เพราะ SV-J สามารถบังคับควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ในขณะที่มันสไลด์ไปตามโค้ง เพียงแค่ควบคุมพวงมาลัยและคันเร่งให้แม่นยำเท่านั้นเอง ถือได้ว่ามันเป็นรถซูเปอร์คาร์ที่ขับได้มันส์สุดๆ แต่มันไม่เพียงแค่ขับสนุก เพราะเวลาที่มันทำไว้ในสนาม "นอร์ดชไลฟ์" พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า SV-J ไม่ช้าเลยสักนิด

 


แต่น่าเศร้า ที่มันถูกผลิตออกมาแค่ 900 คันเท่านั้น และได้ถูกจองไปเกือบหมดแล้ว ผมต้องขอปรบมือดังๆให้กับ Lamborghini ที่ไม่ได้เลือกเส้นทางที่เกียจคร้าน ส่งท้ายให้ Aventador ด้วยการแปะชื่อเท่ๆ แต่งหน้าทาปากให้ดูดีแล้วดันออกขายส่งๆไปแค่นั้น แต่กลับเลือกเส้นทางที่ยากลำบาก ที่จะทำเวลาขึ้นเป็นอันดับ 1 ในสนามที่ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุดในโลก สิ่งนี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงรากเหง้าที่แท้จริงของ Lamborghini 

ไม่เถียงนะว่ารถ Lamborghini ภายนอกดูแล้วโอ้อวด โอหัง เสียงดัง แต่ลึกลงไปข้างใน มันเปี่ยมล้นด้วยวิศกรรมชั้นเลิศและแพชชั่นที่แน่วแน่ สมกับการให้โลกต้องจําก่อนที่ Aventador จะสิ้นอายุไข

 


Dr.Andre Lam นักขับรถยนต์ทดสอบอิสระ ระดับหัวแถวของเอเชีย เป็น Long Term Contributor ให้ FOC มายาวนาน ติดตามบทเทสไดร์ฟของเขาได้ในเรื่องต่อไป Exclusive เฉพาะ FOC เท่านั้น!