991.2 GT3 RS เครื่องยนต์ไร้เครื่องอัดอากาศจงเจริญ

Last updated: Nov 4, 2019  |  1150 จำนวนผู้เข้าชม  |  FOC DRIVE

991.2 GT3 RS เครื่องยนต์ไร้เครื่องอัดอากาศจงเจริญ

ย้อนกลับไปปี 2015 Porsche ได้ปล่อย 991.1 GT3 RS ออกสู่ตลาดด้วยขุมพลัง 4 ลิตร 500 แรงม้าอันยอดเยี่ยมสามารถทำความเร็วต่อรอบที่สนามนูร์เบิร์กริง นอร์ดชไลฟ์ ด้วยเวลา 7:20 นาที จะเร็วแค่ไหนก็ยังไม่สามารถโค่นสถิติของ 997 GT2 RS ลงได้ที่เวลา 7:18 นาทีและจนกระทั่งในปี 2017 ก็ถึงคราวของ 991 GT2 RS ออกโรง (จะว่าไปแล้วก็แปลกเพราะไม่มี GT2 RS ในบอดี้ 991.1) โหมเหี้ยมด้วยขุมพลัง 700 แรงม้า ทำเวลาต่อรอบที่ นอร์ดลูป ทุบทุกสถิติด้วยเวลา 6:47 นาที เร็วกว่าทุกๆคันไม่ไว้หน้าแม้กระทั่ง Porsche 918 Spyder




จากความรู้ที่ได้จากการพัฒนา 991 GT2 RS แผนก Porsche Motor Sport ได้นำองค์ความรู้นั้นถ่ายทอดลงสู่ 991.2 GT3 RS นั้นเองหากจะว่าไปแล้วต้องพูดว่า GT3 RS ใหม่คันนี้ก็คือ GT2 RS ที่ยัดเครื่องหายใจเอง 520 แรงม้า ถึงจะถูกต้อง ต้องขอขอบคุณที่เพิ่มอัตราส่วนกำลังอัดขึ้นเป็น 13.3:1 (รุ่นเดิมทำได้ 12.9:1) ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้น 20 hp มีกำลังเพิ่มขึ้นสูงทุกช่วงรอบเครื่อง เครื่องบล็อกนี้ลากรอบได้สูงถึง 9,000 รอบ/นาที ในขณะที่กำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 8,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดขนาด 470 นิวตัน-เมตร มาเร็วกว่าเดิม 250 รอบ/นาที ที่ 6,000 รอบ/นาที นั้นเอง
 

ด้วยเครื่องยนต์ใหม่และแชสซีใหม่ทำให้มันทำเวลาได้ดีกว่า RS ตัวเก่าถึง 24 วินาที! ด้วยเวลาอย่างเป็นทางการที่ 6:56 นาที ที่นอร์ดลูปมันเร็วยิ่งกว่าเจ้า 918 Spyder ไปเส้นยาแดงผ่าแปด หัวใจสำคัญที่ทำความเร็วที่สนามนอร์ดชไลฟ์นั้นไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ต้องแรงแต่หัวใจสำคัญอยู่ที่แอร์โร่ไดนามิคและการเซ็ตช่วงล่างถ้าพึ่งแค่พลังเครื่องยนต์ทแรงขึ้นเพียง 20 แรงม้า คงไม่สามารถทำเวลาได้เร็วกว่าถึง 20 วินาทีอย่างแน่นอน



ทริคของการรักษาความเร็วให้รถไปได้เร็วทุกโค้งหัวใจสำคัญต้องยกให้แอร์โร่ไดนามิคที่ยอดเยี่ยมต้องยกเครดิตให้กับวิงค์หลังใหม่ขนาดเคื่องและสปอยเลอร์หน้าใหม่ที่สามารถสร้างแรงกดอากาศได้มากถึง 144 กก. ที่ความเร็ว 200 กม./ชม. และจะเพิ่มขึ้นเป็น 416 กก. เมื่อทำความเร็วที่ 300 กม./ชม. เปรียบเทียบกับ GT3 RS ตัวก่อนซึ่งสามารถแรงกดอากาศได้เพียง 330 กก. ที่ความเร็ว 300 กม./ชม. คุณจะประทับใจกับแรงกดอากาศที่เพิ่มขึ้นมันทำให้รู้สึกถึงแรงยึดเกาะทางกลศาสตร์เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงๆได้ชัดเจน

เมื่อทำให้รถออกจากโค้งได้เร็วย่อมทำให้รถกระโจนไปสู่โค้งต่อไปได้เร็วกว่าเดิมดังนั้นเบรกที่ดีขึ้นย่อมเป็นที่ต้องการซึ่งมันก็ถูกพัฒนาการขึ้นมาได้ยอดเยี่ยมกว่ารุ่นเดิมเช่นกันโดยเฉพาะเรื่อง Unsprung weight ที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ RS ใหม่กระโจนเข้าโค้งได้เร็วกว่าและเบรกได้ลึกกว่าเดิม  



 

กว่า 73 โค้งถ้าเอามาคำนวณเท่ากับว่า RS ใหม่ทำความเร็วโดยเฉลี่ยเร็วกว่าเดิม 0.3 วินาทีในทุกๆโค้งที่จะสนามบอร์ดลูปเป็นผลทำให้ประหยัดเวลาไปถ้าเทียบกับตัวเดิม 23 วินาทีและถ้าคำนวณให้เห็นชัดๆกันอีกที RS ใหม่เร็วและทิ้งห่าง RS เดิมเป็นระยะห่าง 1.2 กม. นั้นเอง!

ความรู้สึกของผมเมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัยเครื่องยนต์บล็อกใหม่นี้เร่งรอบแตะเรดไลน์ที่ 9,000 รอบ/นาทีได้แบบหมูๆและดูเหมือนมันจะชอบไปป่วนเปี่ยนอยู่แถวนั้นตลอดเวลาซะด้วยมันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยหรือแพ่วลงทุกครั้งที่ไปแตะเรดไลน์แต่อย่างใดเสียงเครื่องหนะหรอเร้าอารมณ์แบบบอกไม่ถูกมันเป็นเสียงผสานเครื่องยนต์กลไกลแผดเสียงรวมกับเสียงท่อไอเสียมันชวนให้คุณกดคันเร่งลึกลงอีกไม่อยากถอน

มาครั้งนี้ต้องเสียงใจด้วยกับคนรักเกียร์แมนนวลเพราะมีให้เลือกแต่ PDK เพียวๆเท่านั้นหลักในการตัดสินใจของทีมวิศวกรว่าจะเลือกให้มีเกียร์ธรรมดาเป็นทางเลือกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่ารถรุ่นดังกล่าวจะเน้นทำเวลาเป็นจุดขายที่นอร์ดชไลฟ์หรือไม่ซึ่ง RS ใหม่มันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเจ้าแห่งความเร็วสำหรับเครื่องยนต์ N/A ดังนั้นเกียร์ธรรมดาจึงไม่อยู่ในทางเลือกของวิศวกรไม่เหมือนกับ 911 R และ GT3 Touring 2คันนั้นเน้นอารมณ์การขับขี่และการมีส่วนร่วมของคนขับที่ต่อประสานสัมพันธ์กับรถมากกว่า


เป็นที่รู้ว่าสะโพกหลังทอร์นาโดนั้นได้มาจาก 911 Turbo แต่โป่งหน้านี่สิใหญ่กว่า Turbo ถึง 25 มม. มันถูกออกแบบมาเช่นนั้นเพื่อสามารถยัดยางหน้ากว้างกว่าทำให้มีเสถียรภาพการยึดเกาะที่เหนือกว่าเช่นกัน ช่องระบายอากาศหลังโป่งหน้าที่เป็นซิกเนเจอร์ของ RS นั้นถูกออกแบบใหม่ให้ดูโหดเหี้ยมกว่าเดิมด้วยครีปบังคับอากาศที่ดูตั้งชันขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อให้อากาศหมุนวนภายในซุ้มล้อระบายออกได้เร็วขึ้นลดแรงกดอากาศภายในอุโมงค์ล้อและยังช่วยสร้างแรงกดที่ด้านหน้ารถอีกด้วย

สปอยเลอร์หน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและสเกิรส์ข้างที่ลึกขึ้นล้วนเป็นส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้เกิดแรงกดอากาศที่ดีมากกว่าเดิมนอกจากนี้ยังมีช่องดักอากาศที่เรียกว่า NaCa ที่เป็นช่องสามเหลี่ยมเล็กๆอยู่บนฝากกระโปงหน้าทั้งซ้ายและขวาคอยทำหน้าที่ดักลมไปเป่าจานเบรกแทนที่จะดักลมไปเป่าเบรกจากช่องอากาศด้านหน้าของสปอยเลอร์ล่างลดความวุ่นวายของทิศทางอากาศทางด้านหน้าของรถได้ดีส่งผลให้ขับรถบนความเร็วสูงได้มั่นคงเกาะถนนมากกว่าเดิม

กันชนหน้าถูกออกแบบใหม่จากปากยิ้มเป็นปากบึ้งเรื่องนี้ไม่มีผลทางด้านอากาศพลศาสตร์แต่อย่างใดแต่มันเป็นสไตล์ที่เชื่อว่าทำให้รถดูดุดันขึ้นส่วนปีกหลังขนาดยักษ์นี่แหละของแท้สามารถสร้างแรงกดอากาศได้มากกว่าเดิมถึง 40% ขายึดปีกผลิตจากอลูมินั่มหล่อขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวและตัดทอนให้มันมีน้ำหนักเบากว่าชุดเดิมโดยการตัดแกนกลางที่เคยมีอยู่ในเจน 991.1 RS

RS ใหม่มีน้ำหนักแค่ 1,430 กก. ซึ่งหนักกว่าเจนก่อน 10 กก. ซึ่งเอาตรงๆก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ถึงอย่างไรถ้าพิจารณาดูดีๆซึ่งมันถูกติดตั้งอะไหล่หลายตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตัวรถเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน อาทิ ลิ้นสปอยเลอร์หน้าขนาดใหญ่กว่า ปีกหลังใหญ่กว่า สปริงที่แข็งแรงกว่าเดิมผมได้สรุปลิสต์รายการลดน้ำหนักของ GT3 RS มาให้ดูคราวๆเมื่อเทียบกับ 911 Turbo

ลิ้นหน้าคาร์บอนไฟเบอร์เบาลง 2 กก.
กระจกลดลงไป 3.5 กก.
ตัดเครื่องปรับอากาศทิ้งลดไป 19 กก.
พรมน้ำหนักเบาและสายเข็มขัดนิรภัยลดไป 3.3 กก.
หลังคาแม็กนิเซียมลดไป 1 กก.
บานพับฝากระโปรงห้องเครื่องผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ลดน้ำหนักลง 0.8 กก. (เมื่อเทียบกับบานพับเหล็ก)
ปีกหลังคาร์บอนไฟเบอร์ลดลงไป 0.9 กก.
ตัดที่นั่งหลังออกลดลงไป 9.6 กก.
เบาะ Bucket Seat Carbon fibre ลดลงไป 14 กก.
ท่อไอเสียไทเทเนี่ยมลดลงไป 7.5 กก.
จากขับเคลื่อนสี่ล้อไปเป็นขับเคลื่อนสองล้อหลังลดลงไปอีก 50 กก.


ถ้าคุณเป็นคนซีเรียสกับเรื่องลดน้ำหนักทาง Porsche มอบทางเลือกเสนอเพิ่มด้วย Weissach package ที่จะช่วยลดน้ำหนักลงไปอีก 30 กก.ก็เหมือนกับเป็นแพ็คเกจทางเลือกที่มีให้ใน GT2 RS มันประกอบไปด้วย ล้อแม็กนิเซี่ยมน้ำหนักลดลง 11.5 กก. Roll Cage แบบไทเทเนี่ยมน้ำหนักลดลง 12 กก. หลังคาคาร์บอนลดลง 0.5 กก. เหล็กกันโครงคาร์บอนไฟเบอร์และคันชักคันส่งลดลงไป 5.3 กก. แพทเดิลชิพแบบคาร์บอนไฟเบอร์ลดลงไป 0.2 กก. ลิ้นหน้าและฝาครอบกระจกมองข้างที่ผลิตจากวัสดุ CFRP (Carbon-fibre reinforced plastic) น้ำหนักลดลงไปอีกครึ่งกิโล


หัวใจหลักของ GT3 RS มันถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาวุธร้ายในสนามแข่งซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการพัฒนารถยนต์รุ่นนี้เพื่อที่จะรองรับแรงกดอากาศที่มากมายมหาศาลและเพิ่มการบังคับควบคุมที่เฉียบคมสุดๆจำเป็นต้องเพิ่มค่า K ของสปริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จาก 45 นิวตัน-เมตรต่อมิลลิเมตรที่ด้านหน้าและ 120 นิวตัน-เมตรต่อมิลลิเมตรที่ด้านหลัง ของ 991.1 GT3 RS เพิ่มเป็น 100 นิวตัน-เมตรต่อมิลลิเมตรที่ด้านหน้าและ 160 นิวตัน-เมตรต่อมิลลิเมตรที่ด้านหลัง ช่วงล่างของมันเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบ Ball jointed ทั้งหมดเพื่อที่จะขจัดปัญหาบูชข้อต่อตามปีกนกและข้อต่อต่างๆของช่วงล่างเสื่อมสภาพเร็วและยังมีข้อดีมากในเรื่องเลี้ยวได้คมขึ้นลดการให้ตัวของช่วงล่างและแชสซีตอบสนองได้ยอดเยี่ยมแต่ขอเตือนเลยว่าจะทำให้ทำลายการขับขี่บนถนนมากขึ้นเท่านั้นยิ่งสปริงเซทมาแข็งแค่ไหนก็ยากที่จะหาความสบายที่จะขับขี่ในชีวิตประจำวันมากเท่านั้นระวังไว้ให้ดีเมื่อความเร็วเกิน 200 กม./ชม. ตัวรถจะมีอาการเด้งค่อนข้างชัดเจนซึ่งต้องการให้คนขับประคองพวงมาลัยให้มั่นแต่อย่างไรก็ดีการเซทช่วงล่างของ RS ใหม่ไม่ถือว่าทำลายความสนุกในการขับบนความเร็วสูงบนไฮเวย์มากนักแต่ผลที่ได้ยอดเยี่ยมของมันนั้นจะฉายแววให้เห็นเมื่อคุณขับมันลงสนามที่เต็มไปด้วยโค้งคดเคี้ยว


เช่นเดียวกับ GT3 RS เจนก่อน RS เจนใหม่ก็มีระบบเลี้ยวสี่ล้อมาให้มันยังทำงานได้ดีเหมือนเคยล้อหลังเลี้ยวไปทิศทางตรงข้ามกับพวงมาลัยที่ความเร็วต่ำและไปทางทิศทางเดียวกันเมื่อขับอยู่บนความเร็วสูงเพื่อสร้างเสถียรภาพการทางตัวที่มั่นคงเสมือนรถฐานล้อยาว


            GT3 RS ใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถสนามที่สามารถมาวิ่งบนถนนได้แต่มันคือสุดยอดรถที่ให้การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเท่าที่ปัจจุบันพึงมีด้วยพวงมาลัยอันเฉียบคมแชสซีที่หนึบแน่นมันพร้อมจะมอบความสุขทุกครั้งที่คุณได้ขับลัดเลาะไปตามท้องถนนหรือสนามแข็งแถมยังคงอนุรักษ์เครื่องยนต์หายใจเองที่ดีที่สุดเท่าที่โลกพึงจะมีมาให้อีกเพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วและเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นเจนสุดท้ายก่อนที่เครื่องหายใจเองจะอำลาจากโลกนี้ไปถ้าคุณยังไม่ได้ใส่ชื่อคุณจองรถคันนี้ผมว่ามันคงสายไปแล้วละ!!