Last updated: 19 ต.ค. 2569 | 153 จำนวนผู้เข้าชม |
Mitsubishi Pajero กลับมาอีกครั้งในฐานะ SUV เรือธงของค่าย! All-New Pajero เจเนอเรชันที่ 5 เปิดราคาจำหน่ายในประเทศไทย 1,499,000–1,999,000 บาท มาพร้อมตัวถัง 3 แถว 7 ที่นั่ง เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบ 204 PS แรงบิด 480 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ S-AWC โดยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของรถรุ่นนี้ที่โรงงานแหลมฉบัง

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การนำ Pajero Sport มาเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการวางตำแหน่งรถขึ้นไปอีกระดับในฐานะ Flagship SUV ของ Mitsubishi โดยยังจำหน่าย Pajero Sport ควบคู่กันต่อไป ส่วนคู่แข่งที่ถูกจับตามองในตลาดไทยมีทั้ง Ford Everest, Toyota Fortuner และ GWM Tank 500 ขณะที่ตลาดต่างประเทศยังมี Toyota Land Cruiser เป็นหนึ่งในรถที่อยู่ในกลุ่มเปรียบเทียบ
ราคา All-New Mitsubishi Pajero ในไทย
All-New Pajero มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย เริ่มจาก GLS 2WD ราคา 1,499,000 บาท
รุ่น GSR 2WD ราคา 1,699,000 บาท
และรุ่นท็อป Super Exceed 4WD ราคา 1,999,000 บาท
รุ่นเริ่มต้นเหมาะกับผู้ที่ต้องการ SUV ขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง ใช้งานบนถนนทั่วไปเป็นหลัก ส่วน GSR เพิ่มอุปกรณ์ด้านความสะดวกสบายและระบบเสียง ขณะที่ Super Exceed เป็นรุ่นเดียวในไลน์อัปที่ได้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ S-AWC พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งและระบบช่วยขับที่ครบกว่า

เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 เทอร์โบ 204 PS เพิ่มแรงบิด จับคู่เกียร์ 8AT
ขุมพลังของ Pajero ใหม่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ รหัส 4N16 ความจุ 2.4 ลิตร ใช้เทอร์โบแปรผันแบบ Wide-Range Single Variable-Geometry Turbo (VGT) ให้กำลังสูงสุด 204 PS ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่ 1,750–2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Sport Mode และ Sequential Shift
แม้จะมีพื้นฐานเครื่องยนต์ร่วมกับ Triton แต่ Pajero ได้รับการปรับรายละเอียดภายในเครื่องยนต์ ระบบเทอร์โบ การระบายความร้อน และการจูนให้เหมาะกับการใช้งานในรถ SUV โดยเฉพาะ จุดที่เห็นได้จากตัวเลขคือแรงบิด 480 นิวตันเมตร มากกว่า Triton ซึ่งให้ 470 นิวตันเมตร และมากกว่า Pajero Sport รุ่นดีเซล 2.4 ลิตรที่ให้ 184 PS กับแรงบิด 430 นิวตันเมตร
การเปลี่ยนมาใช้เกียร์ 8 จังหวะเป็นอีกจุดสำคัญเมื่อเทียบกับ Pajero Sport รุ่นปัจจุบันที่ใช้เกียร์ 6 จังหวะ โดยเกียร์มีอัตราทดตั้งแต่ 4.904 ในเกียร์ 1 ไปจนถึง 0.652 ในเกียร์ 8 และมีอัตราทดเกียร์ถอยหลัง 4.051 ส่วนเฟืองท้ายมีอัตราทด 3.692
อีกเรื่องที่ผู้ใช้รถดีเซลน่าจะสนใจคือ Pajero เวอร์ชันไทยไม่ต้องเติม AdBlue® ตามข้อมูลที่ให้มา โดย AdBlue เป็นสารละลายยูเรียที่ใช้ร่วมกับระบบ SCR เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์จากไอเสีย
รุ่น Super Exceed 4WD ได้ระบบ S-AWC พร้อมโหมดลุย
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานนอกเส้นทาง รุ่น Super Exceed 4WD มาพร้อมระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก Super Select 4WD-II โดยสามารถเลือกการขับเคลื่อนได้ตั้งแต่ 2H สำหรับขับเคลื่อนล้อหลัง, 4H สำหรับขับเคลื่อน 4 ล้อ, 4HLC สำหรับขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมล็อกเพลากลาง และ 4LLC ที่เพิ่มเกียร์อัตราทดต่ำสำหรับเส้นทางที่ต้องการแรงฉุดสูง
ยังมีโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ได้แก่ ECO, Normal, Gravel, Snow, Mud, Sand และ Rock ช่วยให้ผู้ขับเลือกการทำงานให้เหมาะกับพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมีเฉพาะรุ่น Super Exceed เท่านั้น ส่วน GLS และ GSR เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ

ตัวถังใหญ่ขึ้นจาก Pajero Sport พร้อมพื้นฐาน Ladder Frame
All-New Pajero ใช้โครงสร้างแชสซีส์แบบ Ladder Frame ตัวถังยาว 4,920 มิลลิเมตร กว้าง 1,925 มิลลิเมตร สูงประมาณ 1,900–1,910 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ 2,870 มิลลิเมตร ขณะที่ระยะต่ำสุดจากพื้นอยู่ที่ 219–228 มิลลิเมตร
เมื่อเทียบกับ Pajero Sport ที่มีความยาว 4,825 มิลลิเมตร กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,835 มิลลิเมตร และฐานล้อ 2,800 มิลลิเมตร จะเห็นว่า Pajero ใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นทุกมิติ โดยเฉพาะความกว้างและความสูง ซึ่งสอดคล้องกับการขยับไปอยู่ในตำแหน่ง SUV ระดับเรือธง
ตัวรถมีถังน้ำมันความจุ 80 ลิตร รัศมีวงเลี้ยว 5.8 เมตร มุมไต่ 30.4 องศา มุมคร่อม 22.6 องศา และมุมจาก 25.8 องศา ข้อมูลที่ให้มาระบุความสามารถในการลุยน้ำลึก 800 มิลลิเมตร พร้อมยางอะไหล่ขนาดเต็มติดตั้งไว้ใต้ท้ายรถ
ด้วยราคาเริ่มต้น 1.499 ล้านบาท Pajero ใหม่จึงมีโอกาสถูกนำไปเปรียบเทียบกับ PPV รุ่นท็อปอย่าง Ford Everest Platinum, Toyota Fortuner GR Sport และ GWM Tank 500 ในตลาดไทย แม้ตำแหน่งทางการตลาดของ Mitsubishi จะต้องการยกระดับ Pajero ให้เหนือกว่า Pajero Sport ก็ตาม
GLS 2WD รุ่นเริ่มต้น อุปกรณ์พื้นฐานครบ
รุ่น GLS 2WD ราคา 1,499,000 บาท มาพร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้ว ยางขนาด 255/65 R18 ไฟหน้า LED ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟตัดหมอกหน้า LED ไฟท้าย LED ไฟ Daytime Running Light และระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีราวหลังคา บันไดข้าง สปอยเลอร์หลัง และฝาท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบ Hands-Free Tailgate
ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ ใช้กระจก Acoustic Glass ที่กระจกบังลมหน้าและกระจกหน้าต่าง 4 บาน มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และแผงควบคุมแยกสำหรับระบบปรับอากาศด้านหลัง เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ส่วนเบาะแถว 2 แยกพับ 60:40 เลื่อนหน้า-หลังได้สูงสุด 150 มิลลิเมตร และมีระบบ One Touch ช่วยให้ผู้โดยสารเข้าออกแถว 3 ได้สะดวกขึ้น
เบาะแถว 3 แยกพับ 50:50 และพับได้เรียบ รองรับการปรับพื้นที่ภายในตามจำนวนผู้โดยสารและสัมภาระ ส่วนระบบความบันเทิงใช้หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับหน้าจอกลางระบบสัมผัส 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย มีช่อง USB Type-C แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และลำโพง 6 ตำแหน่ง
ด้านความปลอดภัยมี Adaptive Cruise Control, Blind Spot Warning, Lane Change Assist, Forward Collision Mitigation, ระบบเตือนและป้องกันรถออกนอกเลน ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอยหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
GSR 2WD เพิ่มล้อ 20 นิ้ว เบาะ Memory และเครื่องเสียง Yamaha
ขยับขึ้นมาเป็นรุ่น GSR 2WD ราคา 1,699,000 บาท จะได้ล้ออัลลอยทูโทนขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/55 R20 และระบบไฟหน้า Adaptive LED พร้อมไฟสูงอัตโนมัติ รวมถึงระบบไฟหน้าและไฟท้าย Dynamic Flow Light
อุปกรณ์ภายในเพิ่มขึ้นหลายรายการ ทั้งระบบปรับอากาศ Dual Zone แยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา ระบบปรับสมดุลอากาศ Nanoe-X กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ และระบบบันทึกตำแหน่งของกระจกมองข้าง พวงมาลัย และเบาะคู่หน้า โดยเบาะคู่หน้ายังมีระบบปรับดันหลังไฟฟ้า Lumbar Support
อีกหนึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้คือคอนโซลกลางพร้อม Cool Box และระบบเสียง YAMAHA Dynamic Sound Ultimate พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและระบบความบันเทิงที่เหนือกว่ารุ่นเริ่มต้น แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
Super Exceed 4WD รุ่นท็อป เพิ่มหลังคาพาโนรามาและระบบช่วยขับ
รุ่น Super Exceed 4WD ราคา 1,999,000 บาท เพิ่มความแตกต่างทั้งภายนอกและภายใน ด้วยล้ออัลลอยตกแต่ง Black Chrome กระจังหน้าแบบ Honeycomb ชุดตกแต่งกันชนหน้า-หลัง แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถด้านหน้า และไฟส่องพื้นใต้กระจกมองข้างพร้อมสัญลักษณ์ PAJERO
ภายในเปลี่ยนเป็นโทน Camel/Black พร้อมเบาะหนังพรีเมียม SEMI-ANILINE เบาะคู่หน้ามีระบบระบายอากาศ และเพิ่มหลังคากระจก Panorama Glass Roof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า กระจกมองหลังเป็นแบบ Digital Rear View Mirror
ด้านระบบช่วยขับ รุ่นนี้เพิ่ม MI-PILOT, Lane Keep Assist, Traffic Sign Recognition, Rear Cross Traffic Braking, Active Yaw Control และ Hill Descent Control รวมถึงระบบ Mitsubishi CONNECT สำหรับควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ตโฟน
หากมองจากส่วนต่างราคา รุ่น Super Exceed แพงกว่า GSR อยู่ 300,000 บาท สิ่งที่ผู้ซื้อต้องพิจารณาคือความจำเป็นของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและอุปกรณ์เพิ่มเติม เพราะหากใช้งานบนถนนทั่วไปเป็นหลัก รุ่น GSR ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้ค่อนข้างครบแล้ว
สีตัวถังและการรับประกัน
All-New Pajero เวอร์ชันไทยมีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ Armor Copper สีทองแดง, Phantom Blue สีน้ำเงิน, Graphite Grey Metallic สีเทาเข้ม, White Diamond สีขาวมุก และ Jet Black Mica สีดำ โดยรุ่นท็อปมีตัวเลือกหลังคาสีดำ Black Top ส่วนสีภายในมีทั้ง Black และ Camel/Black ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยให้การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินและ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงแอปพลิเคชัน M-DRIVE สำหรับดูข้อมูลรถและบริการหลังการขาย
สรุป All-New Pajero คุ้มแค่ไหนในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท?
การกลับมาของ Pajero ทำให้ Mitsubishi มี SUV อีกระดับเข้ามาเสริมตลาด โดยจุดขายหลักอยู่ที่ตัวถังขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง เครื่องยนต์ดีเซลแรงบิดสูง เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และทางเลือกขับเคลื่อน 4 ล้อในรุ่นท็อป
ราคาเริ่มต้น 1.499 ล้านบาททำให้ GLS เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการรถครอบครัวขนาดใหญ่ ส่วน GSR เพิ่มอุปกรณ์ความสะดวกสบายโดยยังเป็น 2WD ขณะที่ Super Exceed 4WD ราคา 1.999 ล้านบาทเหมาะกับคนที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและอุปกรณ์ครบที่สุด
โจทย์สำคัญคือ Pajero ใหม่จะทำให้ผู้ซื้อยอมขยับจาก PPV รุ่นท็อปขึ้นมาได้มากแค่ไหน และจะสร้างความแตกต่างจาก Pajero Sport ที่ยังขายอยู่ควบคู่กันได้ชัดเจนเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว นอกจากราคาและอุปกรณ์ ยังต้องรอดูประสบการณ์ขับขี่จริง ความสบายของผู้โดยสารแถว 3 และค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาวด้วย